เทรนด์การดูแลผู้สูงอายุของเนเธอร์แลนด์

ปัจจุบันจำนวนประชากรผู้สูงอายุทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก และมีแนวโน้มที่ จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หลายประเทศกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Ageing Society) หลายประเทศได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society แล้ว และอีกหลายประเทศที่เป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่(Super-Aged Society ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเนเธอร์แลนด์ได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์แล้วตั้งแต่ปี 2563 และแน่นอนว่ามีผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยที่อาจจะต้องใช้ชีวิตเพียงลำพังและมีผู้สูงอายุจำนวนมากที่ต้องประสบกับปัญหาเรื่องสุขภาพ อาทิ โรคข้อเช่าเสื่อม อาการปวดคอและหลัง ภาวะสมองเสื่อม โรคเบาหวาน ข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว และปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็นหรือการได้ยิน เป็นต้น ซึ่งปัญหาหรือข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวมักจะพบมากขึ้นในผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 85 ปี ดังนั้น ความต้องการการดูแลผู้สูงอายุด้านสุขภาพและการดูแลผู้สูงอายุในด้านต่างๆ อย่างใกล้ชิดก็จะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

จำนวนประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น

ในปี 2573 คาดว่าเนเธอร์แลนด์จะมีประชากรผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 75 ปี เป็นจำนวนมากกว่า 2 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 12 ของจำนวนประชากรทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ซึ่งเนเธอร์แลนด์มีจำนวนประชากรผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 75 ปีเพียง 1.4 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 8 ของจำนวนประชากรทั้งหมด โดยในจำนวนดังกล่าว ผู้สูงอายุที่พักอาศัยอยู่เพียงลำพังจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นจากประมาณ 660,000 คนในปี 2561 เป็นเกือบ 950,000 คนในปี 2573 ซึ่งผู้สูงอายุที่พักอาศัยอยู่เพียงลำพังมักจะใช้บริการการดูแลที่จัดหาให้โดยรัฐบาลหรือ Pubicly Funded ความต้องการการดูแลจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนผู้สูงอายุที่มีสถานะโสด แต่ก็ไม่ได้มีอัตราการเพิ่มขึ้นที่รวดเร็วมากนักเนื่องจากเนเธอร์แลนด์มีประชากรคนโสดค่อนข้างน้อย และคาดว่าเนเธอร์แลนด์จะมีประชากรผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 85 ปี เพิ่มสูงขึ้นจากประมาณ 375,000 คนในปี 2561 เป็นเกือบ 560,000 คนในปี 2573

ผู้สูงอายุที่เปลี่ยนแปลงไป

ผู้สูงอายุในอนาคตมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนไปจากผู้สูงอายุในปัจจุบัน โดยผู้สูงอายุในอนาคตจะเป็นผู้สูงอายุที่ได้รับการศึกษาในระดับที่สูงขึ้นและมีทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์มากขึ้น รวมทั้งมีเงินมากขึ้น ทำให้ผู้สูงอายุสามารถข้าถึงระบบการดูแลสุขภาพและมีการบริหารจัดการให้ตนเองได้รับการดูแลเรื่องสุขภาพมากขึ้น ทำให้เป็นผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดีขึ้นและมีแนวโน้มที่จะมีอายุยืนยาวขึ้น

ระดับการศึกษาที่สูงขึ้นโดยเฉลี่ยมีอิทธิพลต่อความต้องการการดูแลในรูปแบบต่างๆ มากขึ้นในอนาคต อาทิ มีความเป็นไปได้ที่ในอนาคตผู้สูงอายุจะเรียกร้องหรือระบุความต้องการในการดูแลด้านความเป็นอยู่ ด้านสุขภาพ การขอรับการสนับสนุนในต้านต่างๆ บ่อยครั้งขึ้นและรวดเร็วขึ้น ผู้สูงอายุในอนาคตจะมีความคุ้นชินในการควบคุมแนวทางการใช้ชีวิตตนเองมากกว่าและจะมีความคิดที่แตกต่างจากผู้สูงอายุในปัจจุบัน โดยเฉพาะในเรื่องการเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี (Ageing Well โดยจะให้ความสำคัญอย่างมากกับเรื่องทิศทางการใช้ชีวิต ความยืดหยุ่น และการใช้ชีวิตแบบมีความหมาย ซึ่ งผู้สูงอายุในอนาคตจะมีความคาดหวังในเรื่องการดูแลและการสนับสนุนด้านต่างๆ มากกว่าผู้สูงอายุในปัจจุบัน

นอกจากนี้ คาดว่าผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 75 ปีขึ้นไปในอนาคต จะทำงานหรืออยู่ในตลาดแรงงานเป็นระยะเวลายาวนานกว่าผู้สูงอายุในปัจจุบัน ส่งผลให้มีรายได้และมีเงินบำนาญมากขึ้นสามารถใช้จ่ายได้มากขึ้นและเข้าถึงระบบการดูแลสุขภาพได้ดีขึ้น รวมถึงสามารถบริหารจัดการให้ได้รับการดูแลสุขภาพให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หรือสามารถซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ได้มากขึ้น

ผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 75 ปีที่มีการศึกษาในระดับต่ำ คาดว่าจะมีชีวิตโดยเฉลี่ยต่อไปอีก 12 ปี โดยแบ่งออกเป็นสุขภาพแข็งแรง 6 ปี และสุขภาพอ่อนแออีก 6 ปี แต่ผู้สูงอายุที่มีการศึกษาในระดับสูง คาดว่าจะมีชีวิตโดยเฉลี่ยต่อไปอีก 14 ปี โดยแบ่งออกเป็นสุขภาพแข็งแรง 9 ปี และสุขภาพอ่อนแออีก 5 ปี เนื่องจากผู้สูงอายุกลุ่มนี้จะมีปัญหาสุขภาพน้อยลง ซึ่งการเพิ่มระดับการศึกษาของผู้สูงอายุก็อาจทำให้ความต้องการการดูแลด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ รวมถึงการขอรับการสนับสนุนในการดูแลด้านสุขภาพลดลงในอนาคต

แต่สำหรับผู้สูงอายุที่เป็นกลุ่มผู้อพยพที่ไม่ใช่ชาวตะวันตก (Non-Western Older Migrants) อาทิ กลุ่มผู้อพยพชาวซูรินาม ชาวเติร์ก และชาวโมร็อกโก ซึ่งมีอายุ 75 ปีขึ้นไปในประเทศเนเธอร์แลนด์คาดว่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นจากประมาณ 40,000 คนในปัจจุบันเป็นเกือบ 95,000 คนในปี 2573 ซึ่งเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว แต่สัดส่วนของผู้สูงอายุกลุ่มนี้ยังค่อนข้างเล็กประมาณร้อยละ 9.5 ของประชากรผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 75 ปีทั้งหมด กลุ่มผู้อพยพดังกล่าวบางครั้งมีความต้องการแสะความคาดหวังในการดูแลที่แตกต่างกันออกไป เช่น คนกลุ่มนี้มักนิยมผู้ให้บริการการดูแลส่วนบุคคล (Personal Care Provider) ที่เป็นผู้หญิง และเนื่องจากจำนวนของผู้สูงอายุที่เป็นกลุ่มผู้อพยพที่ไมใช่ชาวตะวันตกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้ความต้องการการดูแลด้านความเป็นอยู่โดยเฉพาะต้านสุขภาพนั้นเปลี่ยนแปลงไป โดยคนกลุ่มนี้มักจะได้รับความช่วยเหลือจากสมาชิกในครอบครัวมากกว่าชาวดัตช์พื้นเมือง

ปัญหาการขาดแคลนผู้ดูแลผู้สูงอายุและผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้สูงอายุนอกระบบ

ปัจจุบันผู้ที่พร้อมที่จะดูแลผู้สูงอายุมีจำนวนน้อยลงและคาดว่าจำนวนดังกล่าวจะลดลงอย่างรวดเร็วในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า รวมถึงจำนวนผู้ดูแลผู้สูงอายุอย่างไม่เป็นทางการก็จะลดลงเช่นกัน ในขณะที่ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์จะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สัดส่วนของประชากรที่มีอายุระหว่าง 20-61 ปีของเนธอร์แลนด์คาดว่าจะลดลงจากร้อยละ 59 ในปี 2561 เหลือเพียงร้อยละ 55 ในปี 2573 ซึ่งหมายความว่ากำลังแรงงานที่มีศักยภาพจะลดลงประมาณ 310,000 คน มีจำนวนคนทำงานน้อยลงที่ต้องทำงานเพื่อให้ได้เงินบำนาญสำหรับผู้สูงอายุที่มีจำนวนมากขึ้นอัตราส่วนระหว่างกำลังแรงงานที่มีศักยภาพและผู้เกษียณอายุ หรือที่เรียกกันว่า “Gray Pressure” จะเพิ่มขึ้นจาก 32 ในปี 2561 เป็น 43 ในปี 2573

กลุ่มประชากรที่มีอายุระหว่าง 50-74 ปี เป็นกลุ่มที่ต้องทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุอย่างไม่เป็นทางการอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการดูแลพ่อแม่และญาติที่เกิดจากการแต่งงาน (In-Laws) โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีอายุ 85 ปีขึ้นไปที่มักได้รับการดูแลดังกล่าว อัตราส่วนระหว่างกลุ่มคนใน 2 ช่วงอายุนี้สามารถเป็นตัวบ่งชี้สำหรับจำนวนผู้ดูแลผู้สูงอายุนอกระบบที่มีศักยภาพได้ (OOSR : Oldest Old Support Ratio) ซึ่งปัจจุบันมีอัตราส่วนคนที่มีอายุระหว่าง 50-74 ปี อยู่ที่ 15 คนต่อผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 85 ปี 1 คน และคาดว่าในปี 2573 อัตราส่วนจะลดลงเหลือเพียง 10 ต่อ 1 ส่งผลให้จำนวนผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีศักยภาพมีจำนวนลดลง โดยในปี 2573 คาดว่าผู้สูงอายุจะมีลูกน้อยลงและจะอาศัยอยู่ด้วยกันเพิ่มมากขึ้นและบ่อยขึ้น ดังนั้นการดูแลอย่างไม่เป็นทางการมักจะมาจากคนรอบข้างหรือกลุ่มเพื่อน ซึ่งคนกลุ่มนี้จัดเป็นกลุ่มผู้ดูแลนอกระบบที่ค่อนข้างมีความอ่อนไหวและเปราะบาง เนื่องจากสุดท้ายแล้วบางคนในกลุ่มก็อาจต้องรับมือกับข้อจำกัดด้านสุขภาพของตนเองและต้องการการตูแลเช่นเดียวกัน

ปัจจุบันเนเธอร์แลนด์มีบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานให้บริการด้านการดูแลสุขภาพประมาณ 1.2 ล้านคน หรือร้อยละ 13 ของประชากรวัยทำงาน แต่คาดว่าในปี 2565 ความต้องการบุคลากรทางการแพทย์จะเพิ่มขึ้นจากเดิมถึงกว่า 200,000 คน และมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต

รูปแบบการดูแลผู้สูงอายุที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

สภาพแวดล้อมในการทำงานของบุคลากรทางแพทย์มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงไป ประชาชนมีแนวโน้มที่จะทำงานอาชีพอิสระมากขึ้น รวมถึงเทคโนโลยีต่างๆ ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้อะไรหลายๆอย่างเกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไป แต่ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและด้านอื่นๆ จะมีความรวดเร็วมากน้อยเพียงใดในอนาคต แต่อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายมีความคาดหวังในหลายๆ ด้านเกี่ยวกับบุคลากรทางการแพทย์ในอนาคต อาทิ คนจำนวนมากที่ปัจจุบันหันมาทำงานในรูปแบบ Freelance มากขึ้นในเครือข่ายสายงานเดียวกันหรือในพื้นที่ใกล้เคียงกับที่พักอาศัย เพื่อความสะดวกและมีอิสระมากขึ้น หน้าที่ของกลุ่มคนเหล่านี้ก็จะเปลี่ยนแปลงไป โดยจะเน้นที่ความยืดหยุ่นและการบริหารจัดการผู้สูงอายุด้วยตนเอง ทั้งนี้ คาดว่าการดูแลรักษาทางการแพทย์จะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นที่บ้านของผู้สูงอายุเองมากขึ้น ซึ่งหมายความว่าจะมีความต้องการบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความคล่องตัวและมีความยึดหยุ่นในการให้บริการ สามารถเป็นผู้ให้คำแนะนำและติดตามความเคลื่อนไหวและพั ฒนาการของโรคต่างๆ ได้ผ่านการสื่อสารโทรคมนาคมหรือออนไลน์ รวมทั้งมีการเดินทางไปเยี่ยมผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่บ้าน ซึ่งในทางเทคนิคสิ่งนี้มีความเป็นไปได้มากขึ้นเรื่อยๆ เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ถูกนำมากล่าวถึงอยู่เสมอเพื่อลดความต้องการด้านบุคลากรทางการแพทย์และเพื่อให้การรักษาพยาบาลมีค่าใช้จ่ายที่ถูกลง อย่างไรก็ตาม ยังคงมีการตั้งคำถามว่าคนส่วนใหญ่ยินดีที่จะเปิดรับเทคโนโลยีหรือไม่ในระดับใด แต่ก็ดูเหมือนว่าคนส่วนใหญ่พร้อมที่จะเปิดรับเทคโนโล โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นการวินิจฉัยโรค แต่ก็ยังมีความกลัวว่าจะสูญเสียคุณค่ของมนุษย์ เช่น ความไว้วางใจและแนวทางการให้คำปรึกษาส่วนบุคคล โดยเฉพาะความคิดที่ว่าหุ่นยนต์จะเข้ามาแทนที่การติดต่อระหว่างบุคคล

บุคลากรทางการแพทย์มีความคาตหวังอย่างมากจากเทคโนโลยีใหม่ แต่เทคโนโลยีดังกล่าวก็ส่งผลกระทบต่อรูปแบบการทำงานในชีวิตประจำวันของบุคลากรทางการแพทย์และ บ่อยครั้งที่เกิดความไม่ชัตเจน เนื่องจากผู้ที่ปฏิบัติงานด้านการดูแลสุขภาพในอนาคตมักเติบโตขึ้นมาในยุคดิจิทัล และเป็นที่คาตหวังว่าบุคลากรเหล่านี้จะสามารถใช้เทคโนโลยีด้านการดูแลสุขภาพได้ง่ยและสะดวกยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม บุคลากรทางการแพทย์ยังคาดการณ์ถึงสถานการณ์ที่ยากลำบากในการดูแลผู้สูงอายุจากระยะไกล (Remote Care) ด้วยเทคโนโลยีออนไลน์ เช่น การโทรผ่านระบบวีติ์โอ (VDO Caling และการทำงานที่เน้นตัวบุคคล (Person-Oriented Working)

ผู้สูงอายุมีสุขภาพที่อ่อนแอ

จำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้นและการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์และผู้ดูแลผู้สูงอายุจะกลายเป็นปัญหามากขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะในภูมิภาคที่มีการหดตัวของประชากร ผู้สูงอายุที่มีการศึกษาหรือมีรายได้ต่ำ มีเครือข่ายขนาดเล็ก หรือมีทักษะด้านดิจิทัลเพียงเล็กน้อยจะไม่สามารถบริหารจัดการการดูแล และช่วยเหลือตนเองได้ ส่งผลให้ความต้องการการดูแลที่เพิ่มขึ้นกลายเป็นปัญหา

ปัจจุบันมีผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 75 ปีอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่เป็นจำนวนมาก และมีแนวโน้มว่าผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 75 ปีในอนาคตจำนวนมากก็จะอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่เช่นเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ชนบทยังคงมีสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 75 ปีต่อประชากรทั้งหมดค่อนข้างสูง เนื่องจากประชากรวัยหนุ่มสาวจำนวนมากนิยมเข้ามาเรียนหนังสือหรือทำงานในเมืองใหญ่ ส่งผลให้มีสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในภูมิภาคที่มีการหดตัวของประชากร ได้แก่ East Groningen, South Limburg แล: Zecuws-Vlaanderen และส่งผลให้เกิดการขาดแคลนพนักงานในสาขาต่างๆ ในพื้นที่ นอกจากนี้ ผู้สูงอายุในภูมิภาคที่มีการหดตัวของประชากรมีแนวโน้มที่จะมีสุขภาพที่อ่อนแอกว่าภูมิภาคอื่น จากสถิติประมาณร้อยละ 24 ของประชากรในภูมิภาคที่มีการหดตัวของประชากรจะมีสุขภาพร่างกายที่อ่อนแอ ซึ่งจัดอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (Less than good health) ซึ่งมีสัดส่วนที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับร้อยละ 19 ในภูมิภาคอื่นส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมโดยเฉลี่ยที่ต่ำกว่าภูมิภาคอื่น

ผู้สูงอายุที่มีการศึกษาต่ำและมีทักษะต่ำมักจะประสบกับความยากลำบากในการดูแลตนเองสังคมปัจจุบันมีความชับซ้อนมากขึ้นและมีความโปร่งสน้อยลง ประชาชนจึงต้องบริหารจัดการการดูแลตนเองมากขึ้น เพื่อสามารถให้ตนเองมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากสำหรับผู้สูงอายุบางคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีการศึกษาในระดับต่ำ มีความรู้และทักษะด้านดิจิทัสน้อย มีเครือข่ายขนาดเล็ก หรือมีรายได้น้อย

การดูแลผู้สูงอายุของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์

ตราบใดที่ผู้สูงอายุยังมีสุขภาพที่ดี ผู้สูงอายุก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระและไม่ต้องการการดูแลมากนัก แต่เมื่อใดที่สุขภาพแย่ลง ผู้สูงอายุอาจต้องการที่อยู่อาศัยที่ต้องมีการดัดแปลงเป็นพิเศษหรือต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ให้การสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการจัดการเรื่องที่อยู่อาศัยและสถานพยาบาลที่มีความเหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถอาศัยอยู่ที่บ้านได้นานที่สุดด้วยความช่วยเหลือจากเทศบาลเมือง (Municipality โดยเทศบาลเมืองมีหน้าที่ดูแลให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างอิสระและสามารถมีส่วนร่วมในสังคมให้ได้นานที่สุด เทศบาลเมืองจะพิจารณาศักยภาพของผู้สูงอายุว่ามีข้อจำกัดมากน้อยเพียงใดหรือยังสามารถช่วยเหลือตนเองได้มากน้อยเพียงใด และครอบครัว กลุ่มเพื่อน หรือเพื่อนบ้านสามารถให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุได้อย่างไรบ้าง ในกรณีที่จำเป็น เทศบาลเมืองจะเข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุที่บ้านภายใต้พระราชบัญญัติการสนับสนุนทางสังคมปี 2015 (The 2015 Social Support Act หรือ Wet maatchappeljke ondersteuning 2015) อาทิ การทำกิจกรรมประจำวัน การให้ความช่วยเหลือที่บ้าน หรือการให้การสนับสนุนในการจัดหาผู้ดูแลแบบไม่เป็นทางการ (Informal Carers) รวมถึงการให้ข้อมูลทั่วไปและการให้คำแนะนำในด้านต่างๆ

รัฐบาลเนเธอร์แลนด์พยายามสนับสนุนให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น ซึ่งผู้สูงอายุที่จะสามารถใช้ชีวิตอยู่อย่างอิสระได้ จะต้องสามารถทำกิจกรรมประจำวันขั้นพื้นฐานหรือกิจกรรมที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตได้ด้วยตนเอง และต้องสามารถดูแลบ้านได้ อาทิ การลุกเข้าออกจากเตียงนอน การแต่งตัวและการถอดเสื้อผ้า การขยับตัวหรือเคลื่อนที่ในบริเวณรอบๆ การเดิน การลุกนั่ง การดูแลเรื่องสุขอนามัยส่วนบุคคล รวมถึงการดูแลเรื่องเครื่องแต่งกายและผม การใช้ห้องน้ำ การรับประทานอาหารและการดื่มน้ำ การรับประทานยา การพักผ่อน การมีส่วนร่วมในสังคมหรือการติดต่อทางสังคม โดยการมีส่วนร่วมในสังคมหรือการติดต่อทางสังคม หมายความว่า ถึงแม้ว่าผู้สูงอายุจะมีข้อจำกัดทางร่างกายและ/หรือจิตใจ แต่ก็ยังสามารถพบปะผู้อื่นได้แม้ในขอบเขตที่จำกัด สามารถติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นในสังคมได้ สามารถจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าได้ และสามารถมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมได้ ซึ่งหากผู้สูงอายุไม่สามารถทำกิจกรรมเหล่านี้ได้เนื่องจากมีข้อจำกัดทางร่างกายและ/หรือจิตใจ ก็จะไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างอิสระและไม่สามารถอาศัยอยู่ลำพังคนเดียวได้ และต้องการได้รับความช่วยเหลือและการดูแล เทศบาลเมืองจึงพยายามที่จะให้การสนับสนุนกิจกรรมด้านต่ำงๆ เหล่านี้ เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถมีส่วนร่วมในกิจกรรมด้านต่งๆ และให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตอย่างอิสระได้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้

ภายใต้พระราชบัญญัติการประกันสุขภาพ (Zorgverzekeringswet) บริษัทประกันสุขภาพมีหน้าที่รับผิดชอบในการดูแลความเป็นอยู่ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่บ้านไปจนถึงทันทีหลังการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ซึ่งจะทำให้ผู้ให้บริการการดูแลผู้สูงอายุและผู้ประกันตนมีขอบเขตมากขึ้นในการดูแลผู้สูงอายุแบบบูรณาการ ภายใต้พระราชบัญญัติการประกันสุขภาพ ประชาชนสามารถด้รับการรักษาพยาบาลและการพยาบาลที่บ้านได้ รวมถึงสามารถได้รับการดูแลส่วนบุคคล เช่น การช่วยเหลือเรื่องการซักผ้า พยาบาลประจำเขตจะมีหน้าที่จัดการการดูแลดังกล่าว โดยจะมีการประเมินการตูแลที่จำเป็นและจัดทำแผนการดูแลร่วมกันซึ่งการดูแลบ้านและการดูแลส่วนบุคคลจะอยู่ภายใต้แพคเกจการดูแลพื้นฐาน การดูแลส่วนเกินที่บังคับแต่อยู่นอกเหนือจากแพคเกจพื้นฐานจะไม่ได้รวมอยู่ในการให้บริการดังกล่าว การมีพยาบาลที่มีคุณสมบัติในการดูแลผู้สูงอายุและการให้บริการการพยาบาลประจำเขตจะสามารถช่วยเหลือให้ผู้สูงอายุที่มีปัญหาสุขภาพสามารถพักอาศัยอยู่ที่บ้านได้นานขึ้น ผู้ที่ต้องการการรักษาพยาบาลในปัจจุบันหรือมีแนวโน้มที่จะต้องได้รับการรักษาพยาบาลในอนาคตมีสิทธิที่จะได้รับพยาบาลประจำเขต ซึ่งปัจจุบันการให้บริการการพยาบาลส่วนบุคคลและการให้การพยาบาลแบบปกติจะเป็นหน้าที่ของพยาบาลประจำเขต โดยระบบการจำแนกประเภทที่ใช้ในพระราชบัญญัติค่ารักษาพยาบาลพิเศษ (Algemene Wet Bijzondere Ziektekosten) ไม่มีผลบังคับใช้อีกต่อไป

งานหลักของพยาบาลประจำเขตคือการให้บริการการดูแลผู้สูงอายุในด้านต่างๆ รวมถึงการติดต่อประสานงานกับเทศบาลเมืองและการประสานงานตามความต้องการการดูแล พยาบาลประจำเขตจะให้ความช่วยเหลือและการสนับสนุนในรูปแบบของการรักษาทางการแพทย์ และให้ความช่วยเหลือด้านสวัสดิการและเรื่องที่อยู่อาศัยให้กับประชาชนในชุมชน โดยประชาชนจะเข้าถึงการให้ความช่วยเหลือได้ง่าย มีจุดติดต่อประสานงานเพียงจุดเดียว เพื่อการดูแลประสานงานที่สะดวกและดีขึ้น และมีการส่งต่อให้กับผู้ให้บริการการดูแลต้านอื่นๆ ได้โดยตรง

การประเมินความต้องการการดูแลภายใต้พระราชบัญญัติการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว (Wet (langdurige zorg จะมีการประเมินว่าผู้สูงอายุสามรถพักอาศัยอยู่ที่บ้านและได้รับการดูแลที่ บ้านหรือจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ที่ต้องการการดูแลตลอด 24 ชั่วโมงจะได้รับสิทธิในการพักอาศัยที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งจะมีระบบการดูแลระดับสูงสำหรับผู้สูงอายุที่อ่อนแอหรือเปราะบางและผู้สูงอายุที่มีข้อจำกัดหรือเป็นผู้ทุพพลภาพ โดยจะมีการประเมินและให้สิทธิการพักอาศัยที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุบนพื้นฐานทางการแพทย์ภายใต้พระราชบัญญัติการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว แต่อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุที่ได้รับการประเมินความต้องการการดูแลว่าจำเป็นต้องเข้าพักอาศัยที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุจะยังคงสามารถเลือกที่จะพักอาศัยอยู่ที่บ้านต่อไปได้ตราบเท่าที่ผู้ดูแลยังสามารถให้การดูแลที่เหมาะสมและค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุที่บ้านไม่สูงเกินกว่าค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุกรณีเข้าพักที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาแพพลิเคชั่น ((T จำนวนมากเพื่อพัฒนาความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิต ให้ประชาชนโดยเฉพาะผู้สูงอายุมีความเป็นอยู่ที่มีความสะดวกสบายมากขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เช่นอุปกรณ์สำหรับการเปิดปิดม่านอัตนมัติ เป็นต้น ซึ่งแอพพลิเคชั่นส่วนใหญ่จะเป็นระบบอัตโนมัติภายในบ้านเพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระและพักอาศัยอยู่เพียงลำพังที่บ้านได้นานยิ่งขึ้น

เทรนด์การดูแลผู้สูงอายุและสวัสดิการสำหรับการดูแลผู้สูงอายุ

1. Decentralizations

ระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา แนวโน้มการบริหารภาครัฐมีการแบ่งเขตรัฐสวัสดิการ มีการถ่ายโอนความรับผิดชอบของรัฐบาลไปยังองค์กรและพลเมืองมากขึ้น แทนที่จะเป็น “The State takes care of you” หรือ “รัฐดูแลคุณ” แต่มีแนวโน้มไปสู่การตลาดและส่วนภูมิภาค (Market and Regionalization) มากขึ้น ซึ่งแนวความคิดนี้จะทำให้การดูแลผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุสามารถทำได้ใกล้ชิดมากขึ้ โดยจะเห็นได้จากการดูแลเพื่อการรักษาผู้ป่วย (Curative Care) รวมถึงบทบาทของผู้ประกันตนอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการการดูแลและสวัสดิการต่างๆ สำหรับผู้สูงอายุของภาครัฐจะมีประสิทธิภาพน้อยกว่าการบริหารจัดการตามกลไกของตลาดหรือไม่ คงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไป

2. Consumerism

ความต้องการด้านการดูแลสุขภาพมีการเติบโตอย่างมาก ทั้งการให้บริการการดูแลสุขภาพในฐานะผลิตภัณฑ์หรือบริการ ประชาชนจำนวนมากเลือกที่จะเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหรือคลินิกเอกชนในประเทศหรือต่างประเทศ ผู้บริโภคจึงมีอำนาจในการต่อรองมากขึ้นในฐานะผู้บริโภค ซึ่งผู้บริโภคสามารถเลือกผู้ให้บริการที่ตัวเองต้องการได้โดยพิจารณาจากราคาและคุณภาพ แต่ต้องมีความโปร่งใส่ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญและมีความต้องการอย่างมากในเนเธอร์แลนด์

3. Digitization

การปรับเปลี่ยนเป็นระบบดิจิทัลยังมีช่องว่างให้ปรับปรุงอีกมาก แม้ว่าจะมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มากมายในการปรับเปลี่ยนระบบต่างๆ ให้เป็นดิจิทัล ดังจะเห็นได้จากจำนวนแอพลิเคชั่นที่เพิ่มมากขึ้นอย่างมาก เพื่อให้การักษาพยาบาลมีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นการพัฒนาเชิงบวกแต่ก็ยังมีช่องว่างให้ปรับปรุงอีกมาก โดยเฉพาะในเรื่องการเข้าถึงข้อมูลในวงกว้าง เช่น การเข้าถึงข้อมูลผ่านระบบ EEPD ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญเพื่อสามารถให้บริการการดูแลที่ประสานงานกันในระดับภูมิภาคได้ รวมถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับแนวโน้มความต้องการการดูแลความเป็นอยู่ด้านสุขภาพในอนาคต การปรับเปลี่ยนเป็นระบบดิจิทัลเป็นการลงทุนที่จะสามารถห็นผลตอบแทนการลงทุนได้ในไม่ช้ และ ยังเป็นอาวุธที่สำคัญในการต่อสู้กับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ นอกจากนี้ ยังสามารถช่วยให้คุณภาพการให้บริการการดูแลและต้นทุน รวมถึงการดำเนินการบรรลุผลสำเร็จและมีความโปร่งใสมากขึ้น

4. From Volume to Value

มีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนจากการดูแลผู้สูงอายุที่มุ่งเน้นหรือขับเคลื่อนด้วยปริมาณ (Volume-driven) ไปสู่การดูแลผู้สูงอายุที่มุ่งเน้นและขับเคลื่อนด้วยมูลค่ (Value-driven โดยจะเห็นได้จากการเพิ่มขึ้นของ Value-based Healthcare (VBHC) และ TripleAima ซึ่งทั้งสองรูปแบบ ผลลัพธ์จากการดูแลเป็นส่วนที่มีบทบาทสำคัญ เป็นตัวกำหนดคุณค่าและเป็นจุดเริ่มต้นของการเตรียมการเรื่องการดูแลความเป็นอยู่ต้านสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ต้องมีการปฏิบัติตามเงื่อนไขเบื้องต้นเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ อาทิ ความร่วมมือระดับภูมิภาคในห่วงโซ่การป้องกัน การดูแลและสวัสดิการทั้งหมดเป็นข้อกำหนดเบื้องตัน และต้องมีการบริหารจัดการเงินทุนที่แตกต่างกัน ซึ่งแทนที่จะเป็นการจัดหาเงินทุนงบประมาณ ควรเป็นการจัดหาเงินทุนแบบลูกโซ่ นอกจากนี้ การขาดความโปร่งใสก็อาจเป็นปัญหาเช่นกัน ทั้งนี้ เพื่อให้การดูแลผู้สูงอายุที่มุ่งเน้นและขับเคลื่อนด้วยมูลค่าประสบความสำเร็จ ความโปร่งใสเป็นสิ่งสำคัญ

5. Wellbeing and Health Management

สำหรับแนวคิดเรื่องความเป็นอยู่ที่ดี ประเด็นเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องที่ไม่ได้ถูกมองว่าคือการมีหรือไม่มีโรคภัยไข้เจ็บอีกต่อไป แต่เป็นความสามารถในการรับมือและการควบคุมการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายอารมณ์ และความท้าทายทางสังคมให้ได้มากที่สุด และแม้ว่าแนวความคิดนี้จะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก แต่ข้อดีที่สำคัญก็คือการมุ่งเน้นที่การรักษาสุขภาพของประชาชนให้มีสุขภาพที่ดี การลงทุนในเรื่องการรักษาสุขภาพให้แข็งแรงจะสามารถช่วยลดปัญหาที่พวกเรากำลังเผชิญอยู่ใด้ เพราะการป้องกันย่อมดีกว่าการรักษา ซึ่งจะส่งผลดีทั้งต่อตนเองและดีต่อเงินในกระเป๋าด้วย แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป (General Practitioner : GP) ต้องมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงนี้ แต่นายจ้างก็สามารถมีส่วนร่วมได้ด้วยเช่นกัน

บทวิเคราะห์และความเห็น สคต.

นอกจากจำนวนประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นสูงมากในหลายประเทศทั่วโลกแล้ว ค่ารักษาพยาบาล(Health Care Costs) และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในการดูแลผู้สูงอายุก็ขยับตัวสูงขึ้นในหลายประเทศทั่วโลกด้วยเช่นกัน ซึ่งหลายประเทศมองว่าเรื่องนี้อาจจะเป็นปัญหาได้ในอนาคต ปัจจุบันประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Ageing Society) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และคาดว่าจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society ในปี 2565 และในอีก 9 ปีข้างหน้าคาดว่าไทยจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่ (Super-Aged Society) ซึ่งเป็นอัตราที่เร็วกว่าญี่ปุ่น ประชากรผู้สูงอายุของไทยร้อยละ 80 มีรายได้เฉลี่ยอยู่ในระดับกลางลงล่างแต่ค่าใช้จ่ายมีแนวโน้มที่จะขยายตัวเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 5 ต่อปี นโยบายภาครัฐจึงเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งและมีผลต่อการส่งเสริมและพัฒนาผู้สูงอายุ ทั้งด้านความรู้เกี่ยวกับสุขภาพแสะการสาธารณสุข การคุ้มครองทางสังคมสำหรับผู้สูงอายุ และการเตรียมความพร้อมของประชากรและสังคมในการก้าวเข้าสู่งสังคมผู้สูงอายุไม่ว่าจะในระดับใด โดยเฉพาะเรื่องการให้บริการด้านการดูแลผู้สูงอายุ ระบบสาธารณสุข และสวัสดิการต่างๆสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี

ประชาชนเองก็ต้องเตรียมความพร้อมในต้านต่งๆ ของตนเองด้วยเช่นกัน ทั้งด้านสุขภาพ ด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ ด้านที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อม รวมถึงด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเท่าทัน เพื่อให้เป็นวัยสูงอายุที่มีคุณภาพ เป็นผู้สูงอายุที่มีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่ดี มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มีความมั่นคงทางรายได้ มีการวางแผนทางการเงิน มีอิสระในการใช้ชีวิต อยู่ในที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตร เข้าถึงการบริการทางสังคมได้อย่างสะดวกสบาย สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างเหมาะสม มีความพึงพอใจและเป็นไปตามความปรารถาของตน

ที่มาข้อมูล : สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเฮก (เมษายน 2565)

_____________________________________________
Website : http://ditp-overseas.com
Facebook: https://www.facebook.com/ditpoverseas
Youtube : https://bit.ly/36fT76e

#DITP #OMD2 #สพต2

Print Friendly, PDF & Email

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *