เคนยาบรรลุข้อตกลงการค้าปลอดภาษีชั่วคราวกับสหภาพยุโรป หลังการเจรจาข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (EPA) ระหว่าง EAC กับสหภาพยุโรป หยุดชะงัก

เคนยาได้กำหนดมาตรการชั่วคราวสำหรับการส่งออกไปยังสหภาพยุโรปหลังจากการดำเนินการตามข้อตกลงการค้าเสริโควตาปลอดภาษีกับประเทศสมาชิก EAC อื่น ๆ หยุดชะงัก

เคนยาจัดอยู่ในกลุ่มเศรษฐกิจที่มีรายได้ต่ำกว่าปานกลาง ได้ตกลงมาตรการด้านการค้าชั่วคราวกับสหภาพยุโรปในอันที่จะ ปกป้องผลประโยชน์ทางการค้ากับสหภาพยุโรป หลังจากที่แทนซาเนีย ยูกันดา และบุรุนดี ปฏิเสธที่จะลงนามในข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (EPA) โดยอ้างถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมืองต่าง ๆ

โดยข้อตกลงดังกล่าวนี้ ซึ่งมีการสรุปการเจรจาเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2014 กำหนดให้มีการเข้าถึงโควตาการส่งออกที่ปลอดภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในเคนยาและ ประเทศสมาชิกอื่นๆ ใน EAC (East African Community) สู่ตลาดสหภาพยุโรปในการนี้ เพื่อรักษาตำแหน่งทางการตลาด เคนยาได้ลงนามในสำเนา EPA กับสหราชอาณาจักร และเมื่อต้นปีนี้ก็ได้ลงนามใน EPA ชั่วคราวกับสหภาพยุโรป

แม้ว่าเคนยาได้ลงนามและให้สัตยาบันในข้อตกลงแล้ว แต่ข้อตกลงดังกล่าวกำหนดให้ทุกประเทศต้องลงนามและให้สัตยาบันเป็นหมู่เพื่อให้ข้อตกลงมีผล ซึ่งต่อมา ยูกันดา รวันดา บุรุนดี และแทนซาเนีย ซึ่งถือเป็นประเทศด้อยพัฒนา ได้รับสิทธิพิเศษทางการค้าในการส่งออกเกือบทุกสินค้ากับสหภาพยุโรปภายใต้ข้อตกลงดังกล่าวทุกอย่างยกเว้นอาวุธ

“การตัดสินใจของรัฐสภาสหภาพยุโรปทำให้เคนยาเข้าถึงตลาดสหภาพยุโรปได้จนกว่าประเทศอื่นๆ จะตัดสินใจลงนาม เราทำอย่างนั้นตั้งแต่เดือนธันวาคม 2559” Raychelle Omamo รัฐมนตรีต่างประเทศของเคนยาและรองประธานบริหารของคณะกรรมาธิการยุโรป Valdis Dombrovskis ได้ลงนามใน EPA ชั่วคราวเพื่อเป็นรักษาแนวทางในความสัมพันธ์ทางการค้าและรับรองการพัฒนาที่ยั่งยืนระหว่างกัน

ความสำคัญชองตลาดสหภาพยุโรปของเคนยา

เคนยาได้รับประโยชน์จากกฎระเบียบการเข้าถึงตลาดของ EC ซึ่งอนุญาตให้ประเทศกำลังพัฒนาที่ยังคงเจรจา EPAs เข้าถึงตลาดสหภาพยุโรปได้จนกว่าจะมีการลงนามในข้อตกลง เนื่องด้วยประเทศสมาชิก EAC ทั้งหมดที่ต้องการบรรลุสถานะประเทศที่มีรายได้ต่ำกว่าปานกลางภายในปี 2040 ข้อตกลงทางการค้าภายใต้ข้อตกลงซึ่งกันและกันย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดย ยูกันดากำหนด Vision 2040 แทนซาเนียและบุรุนดีมี Vision 2025 และรวันดามี Vision 2020 เพื่อย้ายพัฒนาไปสู่ประเทศที่มีรายได้ต่ำกว่าปานกลาง

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 ในการประชุม EAC Heads of State Summit ได้ข้อสรุปว่า แม้ว่าสมาชิก EAC บางรายอาจไม่พร้อมที่จะลงนามและให้สัตยาบัน EPA แต่สมาชิกที่ต้องการนำไปใช้ก็สามารถมีส่วนร่วมกับสหภาพยุโรปได้ ทำให้หลังจากการเยือนของประธานาธิบดีเคนยา Uhuru Kenyatta ในเดือนมิถุนายน 2564 ที่บรัสเซลส์ ทั้งสองประเทศตกลงที่จะทำงานเพื่อดำเนินการตาม EPA แบบทวิภาคี ต่อมาได้มีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อหารือเกี่ยวกับรูปแบบการดำเนินงาน จนกระทั่ง ในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 นาง Raychelle Omamno รัฐมนตรีต่างประเทศของเคนยาและรองประธานบริหารของคณะกรรมาธิการยุโรป Valdis Dombrovskis ได้ลงนามใน EPA ชั่วคราวเพื่อเป็นแนวทางในความสัมพันธ์ทางการค้าและรับรองการพัฒนาที่ยั่งยืนดังกล่าว

ข้อตกลงดังกล่าวปูทางไปสู่การเจรจาเพิ่มเติมในการสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนที่ยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับวาระ 2030 ของสหประชาชาติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน EPA ยังเปิดกว้างสำหรับประเทศสมาชิกอื่น ๆ และจัดให้มีความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศและประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปที่จำกัดน้อยกว่า และความร่วมมือด้านการค้า โดยมุ่งเป้าไปที่การส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนและการสร้างงานในแอฟริกาตะวันออก

เคนยาลงนามตกลงทางการค้ากับสหราชอาณาจักร

ในเดือนธันวาคม 2020 เคนยาและสหราชอาณาจักรได้ลงนามใน EPA เพื่อให้แน่ใจว่ามีการเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่างสองประเทศได้อย่างต่อเนื่องและไม่มีอุปสรรค หลังจากที่สหราชอาณาจักรออกจากข้อตกลงการค้าของสหภาพยุโรปในวันที่ 31 ธันวาคม 2020 ข้อตกลงดังกล่าวหมายความว่า เคนยาสามารถได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงตลาดสหราชอาณาจักรแบบปลอดภาษีต่อไป ข้อตกลงทางการค้าระหว่างเคนยาและสหราชอาณาจักรเป็นข้อกำหนดที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ ในระหว่างที่สหภาพยุโรปและ EAC และรวมถึงรอให้ประเทศรัฐอื่น ๆ เข้าร่วมได้ในอนาคตตลาดสหราชอาณาจักรคิดเป็น 43% ของการส่งออกผักทั้งหมดจากเคนยา และอย่างน้อย 9% ของดอกไม้ตัดสดของเคนยา โดยสินค้าที่เคนยาส่งออกไปสหราชอาณาจักรสูงสุดในปี 2020 ได้แก่ ชา กาแฟ เครื่องเทศ ผัก และดอกไม้ตัดสด

ภายใต้ EPAs กลุ่มประเทศ EAC มุ่งมั่นที่จะเปิดเสรีในสินค้าต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายประมาณ 82.6 % ของสินค้าทั้งหมดที่มีการนำเข้าจากสหภาพยุโรปโดยมูลค่า และ ที่เหลืออีก 17.4% จะทำการเปิดเสรีแบบค่อยเป็นค่อยไปภายใน 15 ปีนับจากวันที่ EPA มีผลบังคับใช้ ทั้งนี้ กลุ่มประเทศ EAC และสหภาพยุโรป ได้มีช้อตกลงจัดตั้งสภา EPA เพื่อแก้ไขปัญหาการนำไปปฏิบัติ และจะมีการทบทวนทุก ๆ ห้าปี โดยคำนึงถึงประสบการณ์ที่ได้รับจากการนำไปปฏิบัติ

ความเห็น

การที่เคนยามีข้อตกลงกับสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรในด้านการค้าที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ทำให้เคนยาสามารถส่งออกสินค้าหลายชนิดเข้าสู่สหภาพยุโรปโดยไม่เสียภาษีนำเข้า ส่งผลให้ป ระเทศมีความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกมากขึ้น และน่าจะส่งผลให้เกิดภาคการผลิตในสินค้าที่ได้รับประโยชน์ เช่น สิ่งทอ ภาคการเกษตร ชา กาแฟ เป็นต้น จะได้มีการพัฒนาและขยายตลาดการส่งออกไปยังตลาดเหล่านี้ ได้มากขึ้นในอนาคต ประเทศไทยควรมีการศึกษาถึงผลกระทบในระยะยาวของการที่ประเทศในแอฟริกได้สิทธิประโยชน์ในการส่งออกสินค้าไปยังสหภาพยุโรปดังกล่าว ทั้งในลักษณะที่อาจเป็นคู่แข่งในสินค้านั้น หรือ อาจพิจารณาการลงทุนเพื่อย้ายฐานการผลิตมายังแอฟริกาเพื่อส่งออกไปยังสหภาพยุโรปในอนาคตต่อไป เนื่องด้วยปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ในสินค้าหลายรายการจากสหภาพยุโรปแล้ว ซึ่งคงต้องมีการศึกษาผลกระทบและหาลู่ทางการลงทุนในแอฟริกาตะวันออกมากขึ้นต่อไปในอนาคต

ที่มาข้อมูล : สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงไนโรบี (พฤษภาคม 2565)
https://www.theeastafrican.co.ke/

_____________________________________________
Website : http://ditp-overseas.com
Facebook: https://www.facebook.com/ditpoverseas
Youtube : https://bit.ly/36fT76e

#DITP #OMD2 #สพต2

Print Friendly, PDF & Email

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *