วิกฤติสงครามรัสเซีย-ยูเครนกับผลกระทบต่อการเจรจารื้อฟื้นโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน

จากวิกฤติการสู้รบระหว่างรัสเซียกับยูเครนในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกขยายตัวสูงขึ้นแตะระดับ 130 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 14 ปี เนื่องจากภาวะ Supply Disruptions และการไม่ขยายกำลังการผลิตของซาอุดิอาระเบีย การประกาศห้ามซื้อขายน้ำมันจากรัสเซียของสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรในยุโรป เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีการคาดการณ์ไว้ว่าอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกขยายตัวทะลุเพดานที่ 300 เหรียญฯต่อบาร์เรลในอนาคตอันใกล้ หากไม่การขยายการผลิตและการส่งออกของแหล่งผลิตทางเลือกอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศที่สหรัฐฯ ค่ำบาตร เช่น อิหร่าน และเวเนซุเอล่า เป็นต้น

ดังนั้น สงครามความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครนในครั้งนี้ จึงมีผลอย่างมากต่อทิศทางและความเร่งรีบในการเจรจารื้อฟื้นโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน หรือ Joint Comprehensive Plan of Action (JCPOA) ระหว่างผู้แทนของสหรัฐฯ กับกลุ่มประเทศ P5+1 ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ซึ่งเป็นการเจรจาที่ยืดเยื้อมากว่า 11 เดือน เป็นรอบที่ 8 ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าน่าจะเป็นรอบสุดท้าย โดยทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านต่างคาดหวังว่าจะได้ข้อสรุปที่เป็นที่พึงพอใจของทั้งสองฝ่าย ที่สำคัญอาจจะจบลงในเร็ว ๆ วันนี้ เนื่องจากสหรัฐฯ และพันธมิตรในยุโรปมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องมองหาแหล่งนำเข้าพลังงานมาทดแทนรัสเซียเพื่อพยุงราคาน้ำมันในประเทศ ซึ่งอิหร่านคือหนึ่งในตลาดนำเข้าเป้าหมายนั้นดังนั้น การยกเลิกค่ำบาตรอิหร่านโดยเร็วที่สุดผ่านการบรรลุผลของการเจรจาจึงเป็นเป้าหมายเร่งด่วนของทั้งสหรัฐฯ และพันธมิตรในยุโรป ทั้งนี้ อิหร่านเป็นผู้ผลิตผู้ส่งออกน้ำมันดิบซึ่งปัจจุบันมีปริมาณน้ำมันดิบในคลังสำรองขนาดใหญ่ 2 แห่งหลายสิบล้านบาร์เรลพร้อมส่งออกได้ทันทีไม่ต่ำกว่าวันละ 2 ล้านบาร์เรล นอกจากนี้ หากอิหร่านได้รับการยกเลิกการค่ำบาตรและสามารถส่งออกน้ำมันได้เป็นปกติ อิหร่านจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตจากปัจจุบันที่ปริมาณ 1 ล้านบาร์เรลต่อวันเป็น 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน และ 3.7 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในเวลา 2 เดือน และสิ้นปี ตามลำดับ ซึ่งน้ำมันจำนวนนี้จะช่วยดึงให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลงได้ ในขณะเดียวกันก็สามารถตอบสนองความต้องการนำเข้าทดแทนของสหรัฐฯ และประเทศในยุโรปได้เป็นอย่างดี

อย่างก็ตามการบรรลุข้อตกลงโครงการนิวเคลียร์อิหร่านอาจไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ จะนำเข้าน้ำมันอิหร่านได้ทันที แต่จะเป็นการเปิดทางให้ผู้ซื้อรายสำคัญอื่น ๆ ที่เป็นลูกค้าเก่าของอิหร่านเริ่มนำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่านอีกครั้งโดยไม่ต้องกังวลว่าจะได้รับการลงโทษจากสหรัฐฯ ดังนั้น ประเทศเหล่านี้ก็จะเริ่มนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านอีกครั้งซึ่งจะทำให้ปริมาณน้ำมันทั่วโลกมีเพียงพอในการอุปโภค พร้อมลดแรงกดดันด้านราคาได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งคาดว่าหลังการลงนามในข้อตกลงรอบใหม่นี้อิหร่านจะสามารถส่งออกน้ำมันได้ภายในเวลา 2 เดือน โดยมีลูกค้าเก่ารายหลัก ๆ ประกอบด้วย จีน อินเดีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ตุรกี ไต้หวัน อิตาลี และกรีก ซึ่งในช่วงเวลา 2 – 3 ที่ผ่านมาได้มีบางประเทศในกลุ่มนี้เข้ามาหารือแนวทางการนำเข้าน้ำมันดิบกับอิหร่านแล้ว ในส่วนของสหรัฐฯ ที่มีนโยบายห้ามนำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่านมาโดยตลอด ล่าสุดได้ออกมาประกาศแล้วว่าสหรัฐฯ จะยังไม่ปฎิเสธว่าจะนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านหรือไม่ในอนาคตหากมีการยกเลิกมาตรการค่ำบาตรและหวนกลับเข้าสู่ข้อตกลงโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน ซึ่งการประกาศห้ามนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียของสหรัฐฯเมื่อเร็ว ๆ นี้ อาจเป็นสัญญาณว่าสหรัฐฯ อาจจะต้องหาแหล่งนำเข้าทดแทนซึ่งอาจเป็นอิหร่านในที่สุด

ปัญหาราคาพลังงานที่สูงขึ้นในยุโรปและราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ถีบตัวสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์อันเนื่องมาจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครนในครั้งนี้ จึงถือว่าเป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่ทำให้สหรัฐฯ และยุโรปต้องรีบหาข้อสรุปของการเจรจาโครงการนิวเคลียร์อิหร่านให้ได้เร็วที่สุด ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมาคณะทีมเจรจาของทั้งสองฝ่าย (สหรัฐฯ และอิหร่าน) ได้เดินทางกลับไปยังประเทศของตนเองแล้วพร้อมร่างข้อเสนอและเงื่อนไขที่จะต้องได้รับความเห็นชอบโดยรัฐบาลของแต่ละฝ่าย ก่อนประกาศผลการเจรจาอย่างเป็นทางการและลงนามโดยผู้นำของทั้งสองฝ่าย ซึ่งจากการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญทางสื่อต่าง ๆ พบว่าผลสรุปของการเจรจารอบที่ 8 นี้อาจจะออกมาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ดังนี้ 1) ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงและยอมรับเงื่อนไขของกันและกันได้ก่อนเทศกาลหยุดยาววันปีใหม่ของอิหร่านซึ่งจะเริ่มขึ้นในสัปดาห์หน้า ดังนั้น การเจรจาจะยังคงยืดเยื้อต่อไปอีกโดยไม่มีกำหนด และ 2) ผลกระทบด้านพลังงานขยายตัวและเพิ่มความรุนแรงในยุโรปอาจทำให้สหรัฐฯ และยุโรปตัดสินใจรับเงื่อนไขของอิหร่านไปก่อน ซึ่งจะทำให้ภาคพลังงานของอิหร่านกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งในฐานะผู้ผลิต-ส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอันดับต้น ๆ ของโลก ซึ่งอาจเป็นตัวช่วยที่สำคัญให้กับยุโรปและสหรัฐฯ ในฐานะแหล่งนำเข้าพลังงานที่มาแทนที่รัสเซียที่เพิ่งถูกค่ำบาตรไป

ความเห็น

อิหร่านคาดหวังความสำเร็จในการเจรจารอบนี้เป็นอย่างมากเนื่องจากต้องแบกรับผลกระทบทางเศรษฐกิจค่อนข้างรุนแรงในช่วง 4 – 5 ปีที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากขาดแคลนรายได้จากการส่งออกน้ำมันที่คาดว่ามีมูลค่าสูงถึงร้อยละ 60 ของจีดีพี ดังนั้น การปะทุของสงครามความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยุเครนในครั้งนี้ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างสถานการณ์ Win-Win ให้กับทั้งสหรัฐฯ และอิหร่าน แต่ปัญหาสำคัญอยู่ที่สหรัฐฯ จะยอมรับเงื่อนไขสำคัญที่อิหร่านถือว่าเป็น Redlines จำนวน 2 ข้อได้หรือไม่คือ 1) สหรัฐฯ ต้องยกเลิกมาตรการแซงชั่นทั้งหมดไม่เฉพาะที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับโครงการนิวเคลียร์ฯ แต่รวมไปถึงการค่ำบาตรด้วยเหตุผลทางสิทธิมนุษยชน การเข้าไปมีส่วนร่วมทางทหารในประเทศเพื่อนบ้านของอิหร่าน การพัฒนาขีปนาวุธ ฯลฯ ซึ่งไม่อยู่ในเงื่อนไขข้อตกลง JCPOA ปี 2015 และ 2) ให้การรับประกันว่าสหรัฐฯ จะไม่ใช้มาตรการค่ำบาตรหรือถอนตัวจากข้อตกลงฯ อีกในอนาคต หากมีการเปลี่ยนแปลงขั้วของรัฐบาลสหรัฐฯ

ที่มาข้อมูล : สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเตหะราน (มีนาคม 2565)

_____________________________________________
Website : http://ditp-overseas.com
Facebook: https://www.facebook.com/ditpoverseas
Youtube : https://bit.ly/36fT76e

#DITP #OMD2 #สพต2

Print Friendly, PDF & Email

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *