พรรค Fidesz-KDNP ชนะเลือกตั้งฮังการีถล่มทลาย Orbán เป็นนายกฯ ต่อสมัยที่ 4

ระบบการปกครองของฮังการี

รัฐธรรมนูญฮังการีกำหนดให้ประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐ มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี ติดต่อกันไม่เกิน 2 สมัย ห้ามสังกัดพรรคการเมือง ส่วนนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี ทว่าไม่ห้ามดำรงตำแหน่งติดต่อกัน และไม่ห้ามสังกัดพรรคการเมือง

ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือนาย János Áder ซึ่งจะครบวาระการดำรงตำแหน่งสมัยที่สองวันที่ 9 พฤษภาคมนี้ ส่วนว่าที่ประธานาธิบดีคนถัดไปที่จะเข้ารับตำแหน่งวันที่ 10 พฤษภาคม คือนาง Katalin Novák สำหรับนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน คือ นาย Viktor Orbán สังกัดพรรค Fidesz ดำรงตำแหน่งติดต่อกันเป็นสมัยที่ 3 นับตั้งแต่ปี 2555 ทั้งนี้ นาย Viktor Orbán เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีช่วงปี 2541-2545 มาก่อน

การเลือกตั้งทั่วไปและระบบการเมืองของฮังการี

ด้านระบบรัฐสภา ฮังการีใช้ระบบสภาเดี่ยว มีจำนวนสมาชิกผู้แทนราษฎร 199 คน โดย 106 คน มาจาก
การเลือกตั้งโดยตรงระบบสัดส่วนในเขตเลือกตั้ง 106 เขตทั่วประเทศ ส่วนอีก 93 คนมาจากระบบบัญชีรายชื่อ (Party List) ของพรรคการเมืองที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง มีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี ส.ส. ฮังการีมีหน้าที่ประชุมปรึกษาหารือ ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ลงคะแนนเสียงเลือกประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และข้าราชการบริหารระดับสูง รวมถึงเสนอร่างกฎหมายและพิจารณาร่างรัฐบัญญัติ ประธานสภาสมัยที่ 8 (2561-2565) คือนาย László Kövér สังกัดพรรค Fidesz

จำนวน ส.ส. ในสมัยปัจจุบัน

ระบบเลือกตั้งระดับประเทศของฮังการีใช้ระบบเลือกตั้งรอบเดียว แบบสัดส่วนผสม แบ่งออกเป็นการเลือกตั้งระบบเสียงส่วนใหญ่จากหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ และระบบสัดส่วนสำหรับบัญชีรายชื่อระดับประเทศ ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะต้องกาบัตรสองใบ ประกอบด้วยบัตรเลือก ส.ส. เขต และบัตรเลือกพรรค (ส.ส. บัญชีรายชื่อ)

รัฐธรรมนูญกำหนดให้พลเมืองฮังการีที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีในวันเลือกตั้ง เป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ทั้งนี้ ให้สิทธิ์การเลือกตั้งกับชนกลุ่มน้อยสัญชาติฮังการีที่พำนักในประเทศเพื่อนบ้านด้วย

รูปภาพที่ 1: ภาพตัวอย่างบัตรเลือกตั้ง ส.ส. เขต สำหรับการเลือกตั้งฮังการีปี 2565
ที่มาของข้อมูล: Infostart

รูปภาพที่ 2: ภาพตัวอย่างบัตรเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อ สำหรับการเลือกตั้งฮังการีปี 2565
ที่มาของข้อมูล: 168.hu

การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีฮังการี

มาจากการลงคะแนนเสียงของ ส.ส. ทั้ง 199 คนในการประชุมสภา ผู้มีสิทธิ์ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี (แคนดิเดทนายกฯ) จะต้องเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่มีส.ส.ในสภา และต้องได้รับคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกรัฐสภาที่มีอยู่ (อย่างน้อย 100 เสียง)

การเลือกตั้งทั่วไปในครั้งนี้ มีพรรคการเมืองลงสมัครทั้งหมด 6 ราย จากผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนก่อนวันเลือกตั้งหลายสำนัก มีพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนนิยมสูงสุดสูสีกัน 2 พรรค ได้แก่
กลุ่มพรรคร่วมรัฐบาล Fidesz และ KDNP (Fidesz-KDNP) และกลุ่มพันธมิตรพรรคฝ่ายค้าน United for Hungary (Egységben Magyarországért)

กลุ่ม Fidesz-KDNP มีอุดมการณ์การเมืองแบบเอียงขวาด้านวัฒนธรรมและสังคม ยึดแนวคิดประชาธิปไตยแบบคริสเตียน (Christian Democracy) ซึ่งสนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบตลาด มีค่านิยมด้านวัฒนธรรมและสังคมแบบแบบอนุรักษ์นิยมและชาตินิยม ไม่ไว้ใจสหภาพยุโรป (Soft Euroscepticism) และต่อต้านระบอบคอมมิวนิสต์

รูปภาพที่ 3: นาย Viktor Orbán พร้อมด้วยสมาชิกระดับสูงของพรรค Fidesz
ที่มาของข้อมูล: Hungary Today

ส่วนกลุ่ม United for Hungary เป็นการรวมตัวแนวร่วมทางการเมืองของพรรคฝ่ายค้าน 6 พรรค ได้แก่ พรรค DK, Jobbik, MSZP, Dialogue, LMP – Greens และ Momentum รวมถึงพรรคขนาดเล็กอื่นๆ มียุทธศาสตร์การเลือกตั้งที่พรรคพันธมิตรต้องเลือกตัวแทนผู้นำฝ่ายค้านร่วมกันเพียง 1 คน เลี่ยงการตัดคะแนนกันเองจากการส่งผู้สมัครแยกแต่ละพรรคในสนามใหญ่ เพื่อรับประกันจำนวนผู้ลงคะแนนเสียงให้มากพอที่จะครองเสียงส่วนใหญ่ในสภา เอาชนะพรรครัฐบาลได้

พรรคพันธมิตรฝ่ายค้านร่วมกันจัดการเลือกตั้งขั้นต้นเพื่อเลือกแคนดิเดทนายกฯ จากกลุ่มพรรคฝ่ายค้าน เมื่อช่วงเดือนกันยายน – ตุลาคม 2564 ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฮังการีที่มีการจัดการเลือกตั้งประเภทนี้ ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า นาย Péter Márki-Zay หัวหน้ากลุ่ม Everybody’s Hungary Movement (Mindenki Magyarországa Mozgalom) และนายกเทศมนตรีเมือง Hódmezővásárhely ทางใต้ของฮังการี ชนะนาง Klára Dobrev ผู้แทนจากพรรค DK และอดีตรองประธานสภาสหภาพยุโรป ด้วยคะแนนเสียง 56.7% ต่อ 43.3% จึงได้รับเลือกให้เป็นผู้นำพันธมิตรฝ่ายค้าน และแคนดิเดทนายกฯ ของพันธมิตรฯ

กลุ่ม United for Hungary มีอุดมการณ์การเมืองโดยรวมแบบกลางซ้าย ทว่ามีแนวร่วมบางพรรค เช่น Jobbik ที่มีแนวคิดทางการเมืองแบบกลางขวาและอนุรักษ์นิยม พรรคส่วนใหญ่ยึดแนวคิดประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม และสนับสนุนสหภาพยุโรป (Pro-EU)

รูปภาพที่ 4: นาย Péter Márki-Zay ผู้นำพันธมิตรฝ่ายค้าน และผู้แทนพรรคแนวร่วมอื่นๆ
ที่มาของข้อมูล: Mandiner

เหตุการณ์การโจมตียูเครนโดยรัสเซียเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 ส่งผลต่อเศรษฐกิจยุโรปและเกิดวิกฤต
ผู้อพยพจากยูเครนในประเทศสมาชิก EU ที่มีพรมแดนติดกับยูเครน ทำให้ทุกฝ่ายต้องปรับกลยุทธ์การหาเสียงใหม่ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จากการเปรียบเทียบนโยบายและจุดยืนของทั้งสองฝ่าย สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการโดยคณะกรรมการการเลือกตั้งของฮังการี ณ วันที่ 4 เมษายน 2565 เบื้องต้นนับคะแนนไปแล้ว 98.74% พรรคFidesz-KDNP ชนะไปด้วยคะแนน 53.59% ซึ่งนับเป็นที่นั่งหรือจำนวน ส.ส. ในรัฐสภาทั้งหมด 135 ที่จาก 199 ที่ (ทั้งส.ส. เขตและ Party List) นับเป็นสัดส่วน 2 ใน 3 จากที่นั่งในสภา ในขณะที่กลุ่มพันธมิตรพรรคฝ่ายค้านนั้นได้รับคะแนนเสียง 35.04% ห่างกันถึง 28.55% นับเป็นที่นั่งในรัฐสภา 56 ที่ (ทั้งส.ส. เขตและ Party List) และพรรค Our Homeland (Mi Hazánk) ที่ได้รับคะแนนเสียง 6.17% ได้ที่นั่งในรัฐสภาเป็นจำนวน 7 ที่ (เฉพาะส.ส. Party List) ซึ่งวันที่ 21 เมษายน 2565 จะเป็นวันสุดท้ายที่อนุญาตให้มีการทักท้วงผลการเลือกตั้ง ก่อนจะรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ และ ส.ส. จะทำการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีต่อไป ซึ่งเมื่อ ส.ส. กลุ่มพรรค Fidesz-KDNP ครองเสียงส่วนมากในสภาผู้แทนราษฎร นาย Viktor Orbán จึงจะได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีฮังการีสมัยต่อไป ปี 2565-2569 อย่างแน่นอน

ข้อคิดเห็นของ สคต.

เศรษฐกิจฮังการีนับตั้งแต่ปี 2556 เติบโตดี มีอัตราการเติบโตสูงเป็นอันดับต้นๆ ของ EU อุตสาหกรรมต่างๆ ขยายตัวดี อีกทั้งรัฐบาลออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ สนับสนุนงบประมาณการลงทุนธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ข้อมูลปีล่าสุด GDP ฮังการีปี 2564 ขยายตัวสูงถึง 7.1% ตามปัจจัยฐานต่ำปีก่อนหน้า ทว่านับตั้งแต่กลางปี 2564 มีปัจจัยเสี่ยงแอบแฝงหลายประการที่เริ่มจะแสดงผลในปีนี้ เช่น การหดตัวของดุลการค้าระหว่างประเทศ (ปี 2564 ดุลการค้าสินค้าอยู่ที่ 1.897 พันล้านยูโร ส่วนดุลการค้าบริการอยู่ที่ 5.711 พันล้านยูโร น้อยกว่าระดับก่อนภาวะโรคระบาดในปี 2562) อันเป็นผลจากการส่งออกที่ลดลง สวนทางกับ
การนำเข้าที่สูงขึ้นตามความต้องการบริโภคในประเทศ ค่าเงินโฟรินท์อ่อนลงช่วงภาวะสงคราม ราคาพลังงานเชื้อเพลิงในตลาดโลกสูงขึ้น ส่งผลให้ค่าบริการสาธารณูปโภคและน้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้น ทวีความรุนแรงของภาวะเงินเฟ้อในประเทศ การขาดตอนของห่วงโซ่อุปทานและระบบโลจิสติกส์ การขาดแคลนวัตถุดิบการผลิต และการขาดดุลงบประมาณจากการใช้จ่ายของภาครัฐที่สูงขึ้นในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ปัจจัยทั้งปวงนี้อาจส่งผลต่อการเติบโตของ GDP ปี 2565 ที่ต่ำกว่าเป้าหมายได้

ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนก่อนการเลือกตั้งหลายสำนักเห็นตรงกันว่ากลุ่ม Fidesz-KDNP และพันธมิตรฝ่ายค้านได้รับความนิยมใกล้เคียงกันอย่างมาก ทว่าผลการเลือกตั้งจริงสะท้อนว่าคะแนนเสียงที่พรรคฝ่ายค้านได้รับนั้นน้อยกว่าการคาดการณ์ของผลสำรวจความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก และได้รับคะแนนเสียงส่วนใหญ่เฉพาะพื้นที่กรุงบูดาเปสต์และหัวเมืองใหญ่ ซึ่งเป็นเมืองมหาวิทยาลัยที่สำคัญ ได้แก่เมือง Pécs และ Szeged เท่านั้น ในขณะที่ในพื้นที่ต่างจังหวัด นักการเมืองท้องถิ่นจากพรรค Fidesz-KDNP ยังคงรักษาฐานเสียงไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

รูปภาพที่ 6: พื้นที่ที่แต่ละพรรคชนะการเลือกตั้ง และคาดการณ์จำนวน ส.ส. ในรัฐสภาสมัยถัดไป
ที่มาของข้อมูล: About Hungary

สคต. บูดาเปสต์มองว่า กรณีพรรคร่วมรัฐบาลครองเสียงข้างมากในสภา นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจหลายประการที่กำหนดไว้ในรัฐบาลชุดปัจจุบันจะยังดำเนินต่อไปได้ เช่น การเพิ่มดุลการค้าระหว่างประเทศที่อาจจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยที่ให้ความสำคัญกับการส่งออก อีกทั้งสานต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ การควบคุมค่าสาธารณูปโภค นโยบายสนับสนุนครอบครัวที่มีบุตร การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับผู้ที่อายุต่ำกว่า 25 ปี เงินบำนาญเดือนที่ 13 ของผู้เกษียณอายุ และการปรับฐานค่าแรงขั้นต่ำทุกปี ทว่าความสัมพันธ์กับ EU ในอนาคตอาจจะไม่สู้ดีนัก เนื่องจากรัฐบาลฮังการีชุดปัจจุบันที่มีแนวคิดเคลือบแคลง EU (Soft Euroskepticism) จะต้องต่อสู้ในสภายุโรปต่อไป อาจส่งผลต่อมูลค่าเงินงบประมาณและโครงการสนับสนุนการบริหารราชการจาก EU ให้ฮังการีที่ลดลง รวมถึงเกิดความขัดแย้งกับประเทศอื่นๆ เช่น โปแลนด์ และยูเครน ที่มีแนวคิดไม่ตรงกันด้านการสนับสนุนยูเครนในภาวะสงคราม ซึ่งอาจกระทบกับความร่วมมือระหว่างรัฐภายในกรอบ Visegrád Group ได้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทั้งกลุ่ม Fidesz-KDNP และพันธมิตรฝ่ายค้านจะไม่ได้มีนโยบายชัดเจนด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เฉพาะเจาะจงถึงประเทศไทยหรือประเทศในอาเซียน แต่ประเทศฮังการีได้พัฒนาความสัมพันธ์ทางการทูตและการค้ากับไทย อาเซียน และประเทศอื่นๆ ในทวีปเอเชียอย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายการต่างประเทศ Eastern Opening ตั้งแต่ปี 2554

นโยบายดังกล่าว มีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริม FDI ในประเทศ และขยายมูลค่าการส่งออกของฮังการี โดยมุ่งเป้าไปที่การรุกเจริญสัมพันธไมตรีกับตลาดเกิดใหม่ เพื่อลดการพึ่งพาทางเศรษฐกิจจากตลาดเดิมในทวีปยุโรป โดยเฉพาะจากภูมิภาคเอเชียตะวันออก เอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ ประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย และกลุ่มประเทศอาเซียน เนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศมีศักยภาพในการเติบโตระยะยาว

ความสัมพันธ์อันดีระหว่างฮังการีกับอาเซียนและประเทศไทยนั้น มีความมั่นคงและเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกันมายาวนาน รัฐบาลฮังการียึดหลัก Non-interference หรือไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน ใน
การรักษาความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศต่างๆ ซึ่งคล้ายกับหลักการของอาเซียน

สคต. บูดาเปสต์จึงคาดว่าการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่จะไม่กระทบนโยบายการเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศอื่นในทวีปเอเชียมากนัก รวมถึงความพยายามในการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ไทย-EU ประเทศไทยจึงจะยังคงสัมพันธไมตรีที่แน่นแฟ้นกับฮังการี โดยเฉพาะความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ผ่านอุตสาหกรรมการเกษตร อาหาร ตลอดจนเทคโนโลยีชีวภาพต่างๆ ให้เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกันต่อไปได้ และยังรักษาผลประโยชน์ทางการทูตและการค้าระหว่างประเทศกับฮังการีได้ดีเช่นเดิม

ด้านความสัมพันธ์ทางด้านการค้าสินค้า/บริการระหว่างไทยกับฮังการี รัฐบาลไทยและฮังการีมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และมีความพยายามสนับสนุนภาคเอกชนให้ลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศอีกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง ทว่ายังคงประสบปัญหาการขาดตอนของระบบโลจิสติกส์โลก ด้านมูลค่าการค้าระหว่างไทยและฮังการี มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ฮังการีเป็นประเทศคู่ค้าอันดับที่ 56 ของประเทศไทย การค้าของไทยกับฮังการีตลอดปี 2564 มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 2.2494 หมื่นล้านบาท ขยายตัว 2.35% คิดเป็นการส่งออก 1.5857 หมื่นล้านบาท และนำเข้า 6.636 พันล้านบาท สรุปแล้ว ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า 9.221 พันล้านบาท ทว่ายอดดุลการค้ากลับหดตัว 24.32% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2563 ก่อนภาวะโรคระบาด เนื่องจากไทยนำเข้าสินค้าจากฮังการีมากขึ้น แต่ส่งออกไปฮังการีลดลง

ตลอดปี 2564 การส่งออกของไทยไปฮังการีหดตัวลง 7.16% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา ขณะที่ไทยมีแนวโน้มนำเข้าสินค้าจากฮังการีเพิ่มขึ้น 35.35% เนื่องจากอัตรากำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมในฮังการีเริ่มฟื้นกลับมาในระดับเกือบปกติตั้งแต่ครึ่งปีหลัง ปี 2564

หมวดสินค้าส่งออกหลัก 5 อันดับแรกของไทยไปยังฮังการี ได้แก่ อุปกรณ์รถยนต์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์
แผงสวิตช์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า แผ่นวงจรพิมพ์ (Printed Circuit Board) และระบบท่อน้ำ (ก๊อก วาล์ว และส่วนประกอบต่างๆ) ด้านหมวดสินค้านำเข้าหลัก 5 อันดับแรกของจากฮังการีไปไทย ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้า อุปกรณ์ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เครื่องจักรกล และเครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์/การแพทย์

ทั้งนี้ ภายในปี 2565 รัฐบาลไทยและฮังการีเห็นพ้องที่จะจัดการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-ฮังการี ครั้งที่ 3 (Joint Commission on Economic Cooperation หรือ JCEC) ณ กรุงเทพมหานคร โดยฝ่ายไทยรับเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ สคต. บูดาเปสต์เชื่อมั่นว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็นโอกาสสำคัญในการส่งเสริมกิจกรรมการค้าและการลงทุนของทั้งสองประเทศ โดยไทยพร้อมจะเป็นประตูสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สำหรับฮังการี และฮังการีพร้อมที่จะเป็นประตูสู่ทวีปยุโรปสำหรับไทยเช่นกัน

ที่มาข้อมูล : สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ บูดาเปสต์ (เมษายน 2565)

_____________________________________________
Website : http://ditp-overseas.com
Facebook: https://www.facebook.com/ditpoverseas
Youtube : https://bit.ly/36fT76e

#DITP #OMD2 #สพต2

Print Friendly, PDF & Email

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *