ผลพวงจากการล็อกดาวน์ ของประเทศจีน และการสงคราม รัสเชีย-ยูเครน ทำให้การขนส่งสินค้าในภูมิภาคแอฟริกา ๆ เกิดความล่าช้า

เนื่องจากความล่าช้าของการขนส่งสินค้านับแต่ประเทศจีนประสบปัญหารการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ และการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้นของท่าเรือดาร์ เอส ซาลาม ในประเทศแทนซาเนีย ประเทศในแอฟริกาตะวันออกกำลังได้รับผลกระทบจากการขนส่งสินค้านำเข้าล่าช้า มากขึ้น หลังจากที่ประเทศจีน มีการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา-19 ระลอกใหม่ และได้มีมาตรการป้องกันการระบาดที่บังคับใช้อย่างเข้มงวดที่ท่าเทียบเรือเซี่ยงไฮ้ทำให้การหมุนวียนของตู้ขนสินค้าต้องหยุดชะงัก เนื่องจากเป็นท่าเรือดังกล่าวเป็นท่าเรืออันดับหนึ่งของโลก มีบทบาทสำคัญในการค้าโลกกับประเทศส่วนใหญ่ที่พึ่งพาจีนในการจัดหาวัสดุดิบและส่วนประกอบในภาคการผลิตของอุตสาหกรรมที่สำคัญและสินค้าสำเร็จรูป อีกทั้งการที่ประเทศรัสเซียบุกโจมตีประเทศยูเครน ทำให้การจัดซื้อจัดหาสินค้า การขนส่งต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงกระบวนการดำเนินธุรกิจทั่วโลกเกิดความล่าช้า

อย่างเช่นการนำเข้าข้าวสาลีเป็นจำนวนมากจากประเทศยูเครนก็ต้องยอมรับความล่าช้า เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเคนยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่มีที่ท่ว่าจะสิ้นสุดลง ทั้งนี้ช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา เรือขนส่งสินค้ามากกว่า 23,000 ลำ ได้เปลี่ยนเส้นทางเดินเรือเพื่อหลีกเสี่ยงท่าเรือประเทศจีนทำให้ระยะทางการเดินเรือเพิ่มมากขึ้น ก่อให้เกิดความล่าข้าตามมาอย่างเสี่ยงไม่ได้ จึงได้มีการคาดการณ์ว่า จำนวนเรือสินค้าที่จะเข้าเทียบ ท่าเรือมอมบาซา และท่าเรือดาร์ เอส ซาลาม ในเคนยาและแทนซาเนียจะลดจำนวนลงในอีกในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้

จากการที่ประเทศจีนยังคงล็อคดาวน์และมีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา-19 ที่เข้มงวดอยู่นั้นบริษัทขนส่งเดินเรือต่าง ๆ จึงเลือกที่จะมุ่งเน้นเส้นทางขนส่งสินค้าเข้าไปยังทวีปยุโรปมากขึ้น ทั้งต้นทุนการดำเนินการที่น้อยกว่า ให้ผลตอบแทนมากกว่า จึงส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้ามายังภูมิภาคแอฟริกา นอกจากนี้ยังมีอุปสรรคจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-tariff Barriers/Non-tariff Measures) ที่มีผลต่อต้นทุนค่าขนส่งสินค้าอีกด้วย

ประเทศจีนถือเป็นแหล่งตลาดหลักของสินค้า และผลิตภัณฑ์ในแอฟริกา อ้างอิงจากข้อมูลขององค์การการค้าโลกระบุว่าการค้าขายระหว่างจีนและแอฟริกามีมูลต่าถึง 185.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงระหว่างเดือนมกราคม ถึงเดือนกันยายน 2564 เพิ่มขึ้นร้อยละ 38.2 จากปี 2563

นอกเหนือจากปัญหาการล็อคดาวน์ของประเทศจีนแล้ว ทางบริษัทขนส่งสินค้า/เดินเรือ ต่าง ๆ ยังแสดงความกังวลว่า ปัญหาการขนส่งในภูมิภาคแอฟริกาจะทวีความรุนแรงมากขึ้นหากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครนยังคงยืดเยื้อ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางอาหารในประเทศแถบแอฟริกาอีกหลายประเทศ เนื่องจากหลายประเทศในทวีปแอฟริกา (แอฟริกาตะวันออก แอฟริกาตะวันตก แอฟริกากลาง และแอฟริกาใต้) ต้องพึ่งพารัสเซียและยูเครนในฐานะชัพพลายเออร์หลักของ ข้าวสาลีราคาถูก ปุ๊ย และน้ำมันพืช ทั้งสองประเทศถือเป็นหนึ่งในห้าของ ผู้ส่งออกข้าวบาร์เลย์ น้ำมันจากดอกทานตะวัน และข้าวโพดรายใหญ่ของโลก โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณหนึ่งในสามของการส่งออกข้าวสาลีของโลก แต่ข้อขัดแย้งระหว่างสองประเทศทำให้ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกต้องชะลอตัวจนถึงหยุดชะงักลง โดยจำกัดการไหลเวียนของสินค้าจากการคว่ำบาตรของประเทศพันธมิตรนาโต้ (NATO)

สำหรับผลกระทบเกี่ยวกับการขาดแคลนน้ำมันพืช น้ำมันปาล์ม ที่สืบเนื่องจากความขัดแย้งของรัสเซียและยูเครนนั้น ทำให้ความต้องการน้ำมันปาล์มจากประเทศอินโดนีเซียที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ของโลกยิ่งมีมากยิ่งขึ้น แต่ท้ายที่สุดอินโดนีเซียได้ประกาศระระงับการส่งอกน้ำมันปาล์มเพื่อตอบสนองต่อความต้องการภายในประเทศเป็นหลัก ทำให้สายการผลิตของผลิตภัณฑ์บางอย่างต้องชะงักลงเช่นกัน อย่างเช่น น้ำมันพืชสำหรับประกอบอาหาร สบู่ และแชมพู ซึ่งใช้น้ำมันปาล์มเป็นวันถุดิบหลักในการผลิต

จากสถานการณ์ดังที่กล่าวมาได้นอกจากความขาดแคลนแล้ว ยังส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่าง ๆ ปรับตัวสูงขึ้นดังจะเห็นได้จากข้อมูลดัชนีราคาอาหารจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (The United NationsFood and Agriculture Organisation’s Food Price Index) ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อชี้วัดการเปลี่ยนแปลงราคารายเดือนของราคาระหว่างประเทศในหมวดหมู่สินค้าประเภทอาหารได้ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.6 จากเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม นับเป็นดัชนีสูงสุดนับตั้งแต่มีการจัดตั้งดัชนีขี้วัดนี้ขึ้นเมื่อปี 2533

ความเห็น

การเพิ่มขึ้นของค่าขนส่งและราคาสินค้าที่เกิดจากภาวะการระบาดของ COVID ในจีนและปัญหาจากผลกระทบของสงครามและรัสเขีย-ยูเครน นั้น จะส่งผลให้ต้นทุนด้านการนำเข้าสินค้าในแอฟริกาทั้งด้านอาหารและห่วงโซ่การผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคในแอฟริกาจะประสบปัญหรุนแรงมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบเรื่องค่ครองชีพและเงินเฟ้อในประเทศต่าง ๆ ในแอฟริกามีความรุนแรงมากขึ้น ยกตัวอย่างในเคนยาที่หากเปรียบเทียบภาวะค่าครองชีพและเงินเฟ้อจากปี 2563, 2564 และปัจจุบัน จะพบว่า เกิดภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพสูงมากขึ้นถึงร้อยละ 4 – 8 ต่อเดือน ส่งผลสะสมให้ค่าครองชีพสูงขึ้นกว่าราว 30 – 35% จากปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อไป หากสถานการณ์ต่าง ๆ ยังไม่ดีขึ้น

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าว ถือเป็นปัจจัยทั้งบวกและลบต่อการนำเข้าสินค้าจากไทย กล่าวคือ ในหมวดสินค้าที่เกี่ยวกับอาหาร เช่น น้ำตาล ข้าว น้ำมันปาล์ม ไทยน่าจะได้รับผลบวกเนื่องจาก แอฟริกาจะมุ่งหาแหล่งการนำเข้าทดแทนจากจีน รัสเขีย และยูเครน ทำให้จะมีการนำเข้าสินค้าดังกล่าวมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลกระทบในเชิงลบ ก็คือ กำลังซื้อของคนจะลดลงทำให้สินค้าที่มีมูลค่าสูง หรือมีคุณภาพ จะมีราค าสูงขึ้น ทำให้ผู้ซื้อจะลดการซื้อลดลงทำให้มีการนำเข้าสินค้าในปริมาณที่น้อยลง แม้ในเชิงมูลค่าอาจไม่ลดลงมากนัก เช่น เครื่องสำอาง เครื่องประดับ เสื้อผ้า วัสดุก่อสร้าง เป็นต้น ซึ่งสินค้าในกลุ่มนี้น่าจะได้รับผลกระทบบ้างไม่มากก็น้อย อย่างไรก็ดี ประเทศไทยที่มีสินค้าที่มีราคาถูกกว่าประเทศทางยุโรปและมีคุณภาพที่เป็นที่ยอมรับของตลาด อาจจะได้รับผลกระทบบ้างแต่คงไม่มากนัก ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าภาคการผลิตและการส่งออกของไทยมีการปรับตัวกับต้นทุนในด้านต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้นได้มากน้อยเพียงไร แต่ท้ายที่สุดแล้ว ประเทศในแอฟริกาก็ยังต้องมีการนำเข้ามากขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน เนื่องจากภาคการผลิตทั้งสินค้าเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้ แต่ผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือผู้บริโภคเท่านั้นเอง

ผู้ประกอบการไทยควรเร่งปรับตัวและเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารต้นทุนในช่วงเวลานี้ ให้มีมากขึ้น และควรเร่งหาคู่ค้ารายใหม่ ๆ ในตลาดเพื่อลดความเสี่ยงต่อยอดขายที่อาจลดลงหรือมีการแข่งขันที่รุนแรงด้านราคามากขึ้น

ที่มาข้อมูล : สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงไนโรบี (พฤษภาคม 2565)
The EastAfrican

_____________________________________________
Website : http://ditp-overseas.com
Facebook: https://www.facebook.com/ditpoverseas
Youtube : https://bit.ly/36fT76e

#DITP #OMD2 #สพต2

Print Friendly, PDF & Email

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *