ฉลากผลิตภัณฑ์อาหารที่ดึงดูดใจชาวอิตาเลียน

การอ่านฉลากก่อนตัดสินใจซื้อได้กลายเป็นนิสัยประจำของผู้บริโภคชาวอิตาเลียน ซึ่งเป็นสัญญาณที่เป็นรูปธรรมของการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิตที่คำนึงถึงสุขภาพดีในผู้บริโภคทุกช่วงอายุ โดยจากรายงานการวิจัยที่จัดทำโดย Banco Fresco เชนซูเปอร์มาร์เก็ตสินค้าอาหาร แสดงให้เห็นว่า ชาวอิตาเลียนให้ความใส่ใจในสุขภาพของตนเองมากขึ้น ไม่เพียงแต่ด้านการออกกำลังกายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงด้านโภชนาการ โดยชาวอิตาเลียน 92% พยายามทานอาหารอย่างสมดุล และ 62% ให้ความสำคัญกับการอ่านฉลากและส่วนผสมเพื่อการตัดสินใจในการเลือกซื้อสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอ่านฉลากเพื่อดูวันหมดอายุ (75%) แหล่งที่มา (61%) และปราศจากส่วนผสมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ (47%) นอกจากนี้ ผู้บริโภคจำนวนมากยังให้ความสนใจต่อสินค้า Made in Italy และแหล่งที่มาทางภูมิศาสตร์ของอาหาร ซึ่ง 81% ของผู้บริโภคพิจารณาว่าเป็นองค์ประกอบจำเป็น

ทั้งนี้ จากรายงาน “ฉลากผลิตภัณฑ์บอกการบริโภคของชาวอิตาเลียน” ซึ่งจัดทำโดยบริษัท GS1 Italy ที่ได้วิเคราะห์ตัวอย่างผลิตภัณฑ์กว่า 125,000 รายการ (มูลค่าการค้า 39 พันล้านยูโร หรือเท่ากับ 83% ของสินค้าที่ขายในไฮเปอร์มาร์เก็ตและซูเปอร์มาร์เก็ต) แสดงให้เห็นว่าข้อมูลที่แสดงบนผลิตภัณฑ์อาหารได้กลายเป็นองค์ประกอบพื้นฐาน โดยมีฉลากเป็นสิ่งแรกที่สื่อสารกับผู้บริโภคและช่วยนำไปสู่การตัดสินใจเลือกซื้อ โดยในช่วงระยะเวลาระหว่างเดือนมิถุนายน 2563 – มิถุนายน 2564 แนวโน้มฉลากผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคชาวอิตาเลียนนิยมซื้อ ได้แก่

– ฉลากที่แสดงถึงความเป็นอิตาเลียน เป็นแนวโน้มอันดับแรกในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ เติบโตกว่า 1.8% มูลค่าการจำหน่าย 8.7 พันล้านยูโร สัดส่วนการจำหน่าย 26.9% โดยปัจจุบันมีปริมาณผลิตภัณฑ์ 22,638 รายการที่ระบุว่า “Made in Italy” “เฉพาะส่วนผสมของอิตาลี” “100% อิตาเลียน” มีข้อบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ธงชาติ หรือระบุชื่อแคว้นผลิต ซึ่งผลิตภัณฑ์อาหารที่ระบุแหล่งกำเนิดมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งด้านอุปทาน (+2.3%) และ
อุปสงค์ (+3.2%) โดยรวมแล้วมีปริมาณผลิตภัณฑ์ 9,249 รายการ มียอดจำหน่ายกว่า 2.6 พันล้านยูโร เพิ่มขึ้น 5.4% สัดส่วนการจำหน่าย 8.2% หรือคิดเป็น 10.8% ของผลิตภัณฑ์ทั้งหมด

– ฉลากสินค้า Free From หนึ่งในสี่ของมูลค่าการจำหน่ายสินค้าอาหารมาจากผลิตภัณฑ์ Free From หรือที่ ระบุบนฉลากว่าปราศจากส่วนผสม อาทิ น้ำตาล หรือสารเติมแต่ง ปริมาณผลิตภัณฑ์อยู่ที่ 14,000 รายการ มูลค่าเกือบ 7 พันล้านยูโร เพิ่มขึ้น 0.6% (ทั้งอุปสงค์และอุปทาน) โดยในบรรดาผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายดีที่สุดยังคงเป็น “ปราศจากสารกันบูด” ที่มีสัดส่วนการจำหน่ายอยู่ที่ 9.3%

– ฉลากสินค้า Rich in (อุดมไปด้วย) บนฉลากและบรรจุภัณฑ์ เช่น มีวิตามิน อุดมด้วยไฟเบอร์ โอเมก้า-3 ไม่ขัดสี อุดมด้วยธาตุเหล็ก แหล่งแคลเซียม โดยรวมแล้วมีปริมาณผลิตภัณฑ์ 9,000 รายการ เติบโตขึ้น 3.2% มูลค่าการซื้อขายกว่า 3.6 พันล้านยูโร คิดเป็นสัดส่วน 13% ของการจำหน่ายสินค้าอาหารทั้งหมด โดยในบรรดาผลิตภัณฑ์ที่สำคัญที่สุดยังคงเป็น “อุดมด้วยไฟเบอร์” คิดเป็น 4.6% ของอุปทาน และ 3.8% ของมูลค่าการค้า

– ฉลากที่ปรากฏโลโก้หรือข้อความที่เกี่ยวกับสารก่อให้เกิดอาการแพ้ เช่น ปราศจากกลูเต็น แลคโตส นม ยีสต์ หรือไข่ มีปริมาณผลิตภัณฑ์กว่า 1 หมื่นรายการ คิดเป็นสัดส่วน 13% มูลค่าเกือบ 4 พันล้านยูโร (+1.8%) สัดส่วนการจำหน่าย 14.3% ในบรรดาผลิตภัณฑ์ที่สำคัญที่สุดคือ ปราศจากกลูเต็น (8,367 รายการ สัดส่วน 10.6%)

– ฉลากที่บ่งบอกไลฟ์สไตล์รูปแบบการใช้ชีวิต ในด้านการบริโภค ได้แก่ สินค้า vegan หรือที่เกี่ยวข้องกับศาสนา เป็นแนวโน้มที่เติบโตอย่างมากในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา มูลค่าการค้าเพิ่มขึ้น 2.3% จากผลิตภัณฑ์ 12,368 รายการ (14% ของสินค้า) โดยรวมแล้วยอดจำหน่ายกว่า 3.3 พันล้านยูโร (สัดส่วน 10.3%) จากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น 2.4% โดยในบรรดาสินค้าที่สำคัญคือ “veg” หรือสินค้าสำหรับผู้ที่ทาน vegan และมังสวิรัติ (สัดส่วน 5.2%) และยอดจำหน่าย 5.9% ขณะที่สินค้าเกษตรอินทรีย์อยู่ที่ 8,177 รายการ ลดลง 0.3% มูลค่าการค้ากว่า 1.1 พันล้านยูโร

– การใช้โลโก้และตรารับรองสินค้า ได้แก่ ธงชาติประเทศแหล่งที่มา ตรา EU Organic ตราที่แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม เช่น ตรา Cruelty Free, Ecocert, Ecolabel, Fairtrade, Friend of the sea, FSC, Sustainable cleaning และ UTZ ซึ่งเป็นแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังที่จะเห็นได้จากบริษัทจำนวนมากขึ้นเลือกใช้พื่อให้ข้อมูลและรับประกันความยั่งยืนกับผู้บริโภค โดยในบรรดาตราที่สำคัญและมียอดจำหน่ายมากที่สุดคือ สินค้าที่แสดงธงประเทศแหล่งที่มา (ส่วนใหญ่ของอิตาลี) อยู่ที่ 17,110 รายการ มูลค่าการค้ากว่า 5.8 พันล้านยูโร เติบโตอย่างมาก ตามมาด้วยสินค้าแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม จำนวน 10,383 รายการ มูลค่าการค้ากว่า 4.3 พันล้านยูโร

– ฉลากที่ระบุส่วนผสมที่มีประโยชน์ มีผลิตภัณฑ์กว่า 6 พันรายการ โดยเพิ่มขึ้น 2.6% มูลค่า 1.4 พันล้านยูโร หรือคิดเป็น 5% ของทั้งหมด โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากระบุส่วนผสม 27 ประเภท ได้แก่ ได้แก่ อัลมอนด์
บลูเบอร์รี่ มะพร้าว อะโวคาโด น้ำมะพร้าว ข้าวโอ้ต ลูกเดือย ควินัว แป้งข้าวจ้าว คามุท แป้งข้าวโพด จมูกข้าวสาลี น้ำมันรำข้าว น้ำตาลทรายแดง หญ้าหวาน เมล็ดฟักทอง เมล็ดแฟล็กซ์ งา เมล็ดเจีย (แมงลัก) กัญชง ขิง ขมิ้น อบเชย เก๋ากี้ ชาเขียว ผลอาซาอิ และสาหร่ายสไปรูลิน่า

– ฉลากที่แสดงวิธีการผลิต/แปรรูป มีผลิตภัณฑ์กว่า 3 พันรายการ โดยเติบโตขึ้น 8%  เช่น สกัดเย็น ทำด้วยมือ หรือตากแห้ง เป็นต้น มูลค่าการค้าเพิ่มขึ้น 0.2% ซึ่งคิดเป็นมูลค่ากว่า 971 ล้านยูโร (3% ของการจำหน่ายทั้งหมด) ฉลากประเภทนี้ช่วยตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของผู้บริโภคเกี่ยวกับเบื้องหลังการผลิต และเป็นวิธีที่ให้มูลค่ากับผลิตภัณฑ์มากขึ้น โดยเน้นความเอาใจใส่และภูมิปัญญาในการผลิต

– ฉลากที่แสดงถึงเนื้อสัมผัส เช่น กรุบกรอบ บาง นุ่ม หรือยัดไส้ต่าง ๆ มูลค่าการค้า 2.8 พันล้านยูโร (10.1%) โดยในบรรดาสินค้าที่สำคัญที่สุดคือ “กรุบกรอบ” (3.2%) มูลค่ากว่า 903 ล้านยูโร (+5.8%)

ความคิดเห็น ปัจจุบันผู้บริโภคชาวอิตาเลียนหันมาให้ความสำคัญในเรื่องสุขภาพที่ดีและความยั่งยืนมากขึ้น ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยเฉพาะสินค้าเกษตรอาหาร ไม่เพียงแต่คุณประโยชน์ทางโภชนาการเท่านั้น แต่ผู้บริโภคจะพิจารณาถึงปัจจัยอื่น ๆ เช่น แหล่งที่มา วิธีการผลิต ความโปร่งใส และด้านจริยธรรม ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า นอกจากนี้ ชาวอิตาเลียนส่วนมากจะนิยมเลือกซื้อสินค้า Made in Italy หรือสินค้าที่ผลิตในท้องถิ่นจากความมั่นใจในคุณภาพ ซึ่งการให้ข้อมูลผ่านการติดฉลากผลิตภัณฑ์เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรเน้นสิ่งที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวสินค้าและดึงดูดผู้บริโภคได้ เช่น การทำฉลากที่เน้นคุณค่าทางโภชนาการของส่วนประกอบสินค้าหรือคุณสมบัติอื่น ๆ ที่ดีต่อสุขภาพ หรือกรรมวิธีการผลิตที่แสดงถึงนวัตกรรมความยั่งยืน การผลิตโดยวิธีดั้งเดิม หรือช่วยรักษาคุณค่าทางโภชนาการ ซึ่งจะช่วยสร้างความแตกต่าง เพิ่มมูลค่า แรงจูงใจในการซื้อของผู้บริโภค และสามารถแข่งขันกับสินค้าท้องถิ่นได้มากขึ้น หรือสามารถขอสมัครรับตรา Thailand Trust Mark จากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เพื่อเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพของสินค้า และสามารถผลักดันขยายสู่การส่งออกได้มากขึ้น

ที่มาข้อมูล : สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองมิลาน (เมษายน 2565)
www.ansa.it และ www.winenews.it

_____________________________________________
Website : http://ditp-overseas.com
Facebook: https://www.facebook.com/ditpoverseas
Youtube : https://bit.ly/36fT76e

#DITP #OMD2 #สพต2

Print Friendly, PDF & Email

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *