ขายออนไลน์ให้ปังในตลาดสหรัฐฯ

ตลาดออนไลน์ในสหรัฐอเมริกา นับเป็นตลาด E-Commerce ที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากจีน โดยในปี 2564 มีมูลค่าการจำหน่ายแบบ B2C ประมาณ 25,334 พันล้านบาท (768 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ) ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.9 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เฉลี่ยร้อยละ 75 ของประชากรสหรัฐฯ ได้ซื้อสินค้าออนไลน์อย่างน้อย 1 รายการ ในปี 2564 อย่างไรก็ดี Statista ได้มีการคาดการณ์ว่ายอดจำหน่ายของตลาดออนไลน์ในสหรัฐอเมริกาน่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยในปี 2568 น่าจะมีมูลค่าประมาณ 43,890 พันล้านบาท (1,330 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ)

ในปัจจุบันนี้ บริษัท Amazon (amazon.com) ถือเป็นผู้ค้ารายใหญ่ในตลาดออนไลน์สหรัฐฯ รองลงมา คือ บริษัท Walmart (walmart.com) และบริษัท e-bay (ebay.com) โดยกลุ่มสินค้าที่นิยมจำหน่ายทางออนไลน์ ได้แก่ กลุ่มแฟชั่นซึ่งเป็นกลุ่มที่มี
สัดส่วนมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 31 ของยอดจำหน่ายของตลาดออนไลน์ในสหรัฐอเมริการองลงมาคือ กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มีสัดส่วนร้อยละ 21 สำหรับกลุ่มของเล่นงานอดิเรกและ DIY มีสัดส่วนร้อยละ 20 กลุ่มเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ในบ้าน ร้อยละ 16 และกลุ่มอาหารและกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม ร้อยละ 12 ตามลำดับ

จากข้อมูลของบริษัท Amazon ระบุว่าการระบาดของ COVID ช่วยผลักดันความต้องการสินค้าใหม่ ๆ ส่งผลให้ยอดการจำหน่ายสินค้าออนไลน์มีการเติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงปีที่ผ่านมา โดยกลุ่มสินค้าที่ได้รับอานิสงส์ คือ กลุ่มเสื้อผ้าและเครื่องประดับ
แม้ว่าเครื่องนุ่งห่มจะเป็นหมวดที่เติบโตเร็วที่สุด แต่ผู้บริโภคก็ยังคงให้ความสนใจที่จะซื้อสินค้าเพื่อความบันเทิง ส่งผลให้สินค้าในกลุ่มความบันเทิงและอุปกรณ์อิเล็กหรอนิกส์ มีการขยายตัวอย่างมาก อย่างไรก็ดีบริษัทได้คาดการณ์ว่ายอดการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ของบริษัทน่าจะสูงถึง 198 ล้านล้าน (6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ) ภายในปี 2567

นอกเหนือจากบริษัทผู้จำหน่ายออนไลน์ 3 รายหลักข้างต้นแล้ว ตลาดสหรัฐอเมริกายังมีแหล่งช่องทางออนไลน์ที่น่าสนใจอีกหลายช่องทางที่ผู้ประกอบการไทยอาจจะยังไม่คุ้นเคยนัก ซึ่งถือเป็นช่องทางที่ผู้ประกอบการไทยอาจหาโอกาสในการวางจำหน่ายสินค้าไทยเพิ่มเติม ดังนี้

บริษัท Esty (www.etsy.com) เป็นบริษัท E-commerce สัญชาติอเมริกันที่เน้นสินค้าแฮนด์เมดหรือวินเทจและอุปกรณ์งานฝีมือ รายการเหล่านี้จัดอยู่ในหมวดหมู่ที่หลากหลาย รวมทั้งเครื่องประดับ ระเป๋า เสื้อผ้า ของตกแต่งบ้านและเฟอร์นิเจอร์ ของเล่น ศิลปะ ตลอดจนอุปกรณ์งานฝีมือและเครื่องมือ สินค้าที่ระบุว่าเป็นของวินเทจต้องมีอายุอย่างน้อย 20 ปี

บริษัท Wayfair (wayfair.com) เป็นบริษัท E-Commerce สัญชาติอเมริกันที่จำหน่ายเฟอร์นิเจอร์และของใช้ในบ้าน เดิมชื่อ CS N Stores บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 2545 แพลตฟอร์มดิจิทัลของพวกเขานำเสนอสินค้า 14 ล้านรายการจากผู้ผลิตมากกว่า 11,000 รายทั่วโลก จึงทำให้สินค้ามีความหลากหลายและน่าสนใจ

บริษัท target (www.target.com) Target Plus เป็นตลาดออนไลน์สำหรับผู้ขายที่เป็นบุคคลภายนอก โดยอาศัยแพลตฟอร์มของ Target ซึ่งบริษัทค้าปลีกของอเมริกา โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวได้เปิดตัวตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2562 และออกแบบมาเพื่อขยายความหลากหลายของสินค้าบนเว็บไซต์ของ Target

บริษัท Bonanza (www.bonanza.com) เป็นตลาดออนไลน์สัญซาติอเมริกันส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนโดยอิงจากลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำ เน้นการให้บริการและช่วยเหลือผู้ซื้อและผู้ขายอย่างจริงใจ โดยสินค้าที่จำหน่ายเป็นสินค้าในกลุ่มไลฟ์สไตล์ที่มีความหลากหลาย

บริษัท Cratejoy (www.cratejoy.com) บริษัทสัญชาติอเมริกัน ก่อตั้งขึ้นในปี 2556 เป็นตลาดออนไลน์จำหน่ายสินค้าแบบเป็นกล่องสุ่มให้ผู้ซื้อเลือกประเภทหรือธีมสินค้าที่ต้องการ โดยผู้ขายจะจัดสินค้าหลากหลายตรงตามไลฟ์สไตล์ที่ผู้ซื้อเลือกบรรจุในกล่องตามขนาดที่กำหนด ทั้งนี้ ผู้ซื้อสามารถดูสินค้าในกล่องได้ก่อนจัดส่ง แต่ไม่สามารถเลือกสินค้าในกล่องเองได้ อย่างไรก็ตาม หากไม่พอใจสามารถคืนสินค้าทั้งกล่องได้

ข้อเสนอแนะ

1.ทำอย่างไรให้ขายสินค้าในตลาดออนไลน์ได้และได้รับความนิยมจากผู้บริโภค
– เลือกตลาดออนไลน์ที่เหมาะสม มีกลุ่มลูกค้าตรงกับสินค้าที่ต้องการจัดจำหน่าย
– มีการจัดทำภาพแสดงสินค้าที่สวยงาม มีรายละเอียดที่ชัดเจน มีแคตตาล็อกสินค้าและมีการเล่าเรื่องสินค้าที่น่าสนใจทั้งนี้หากทั้งนี้หากสินค้าเป็นสินค้าอนุรักษ์ธรรมชาติ สินค้าเป็นมิตรกับสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือเป็นสินค้าที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นที่มีความพิเศษ ควรนำมาถ่ายทอดให้กับผู้บริโภคเพื่อสร้างความแตกต่าง
– มีการกำหนดคำและชื่อสินค้าที่เหมาะสม มีความถี่ในการใช้คำกันหาที่เหมาะสมเพื่อทำให้ผู้บริโภคสามารถ source สินค้าได้โดยสะดวก
– มีการจัดการสินค้า สินค้าคงคลังและคำสั่งซื้ออย่างมีประสิทธิภาพ
– มีการออกแบบสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ใหม่ ๆ ให้สอดคล้องกับช่วงเทศกาลสำคัญเพื่อดึงดูดผู้บริโภค
– มีการนำสื่อ social media มาช่วยในการผลักดันสินค้าเข้าสู่ผู้บริโภคและให้ความรู้เกี่ยวกับสินค้ามากขึ้น เพื่อนำพาไปสู่การสั่งซื้อต่อไป

2. สินค้าในกลุ่มไลฟ์สไตล์ของไทย เช่น เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน เครื่องประดับ แฟชั่น ของนวัตกรรมเน้นการออกแบบ สินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม น่าจะมีโอกาสในการขยายตัวเข้าสู่ช่องทาง E-commerce และกลุ่มผู้บริโภคดังกล่าวได้มากขึ้น ทั้งนี้ ผู้ส่งออกไทยควรมีความพร้อมในเรื่องกฎเกณฑ์และมาตรฐานสินค้า กลยุทธ์ด้านราคาที่เหมาะสม วางแผนโลจิสติกส์และบรรจุภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพ ใช้ประโยชน์จากสื่อ Social ในเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง และมีบริการ customer service ให้กับลูกค้า เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและประโยซน์ในการขยายแบรนด์ของตนในตลาดสหรัฐฯ ในอนาคต

ที่มาข้อมูล : สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก (เมษายน 2565)
ecommercedb.com/statista.com/
https://www.insiderintelligence.com/
https://www.webretailer.com/
http://litcommerce.com/

_____________________________________________
Website : http://ditp-overseas.com
Facebook: https://www.facebook.com/ditpoverseas
Youtube : https://bit.ly/36fT76e

#DITP #OMD2 #สพต2

Print Friendly, PDF & Email

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *