กลุ่ม East African Community (EAC) ปรับขึ้นภาษีนำเข้า Common External Tariff (CET) สินค้านอกกลุ่มสมาชิกเป็นร้อยละ 35 มีผลตั้ง 1 ก.ค. 2565 กระทบสินค้าใดบ้างของไทย

ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 นี้ เป็นต้นไป ประเทศสมาชิกกลุ่ม East African Community (EAC) ที่ประกอบด้วย บุรุนดี เคนยา รวันดา ซูดานใต้ ยูกันดา และแทนซาเนีย และ DRC (สป.คองโก) ตกลงจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศที่อยู่นอกกลุ่ม รวมถึงประเทศไทย ในหลายรายการสินค้าจากเดิมที่เรียกเก็บอยู่ในอัตรา20 – 35% เป็นร้อยละ 35 ในทุกประเทศ ซึ่งเป็นข้อตกลงด้านการปรับปรุง ภาษีนำเข้า Common External Tariff(CET) ตลาดร่วมล่าสุดที่มีการประชุมเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา จากการแถลงของเลขาธิการ EAC นายปีเตอร์ มาตูกี

โดยกลุ่มสินค้าที่อยู่ในข่ายที่ต้องเสียภาษีนำเข้าสูงขึ้น ที่ตกลงกันนั้น ได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากนมและเนื้อสัตว์ ธัญพืช ผ้าฝ้ายและสิ่งทอ เหล็กและเหล็กกล้า น้ำมันที่บริโภคได้ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เฟอร์นิเจอร์ ผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง ดอกไม้สด ผลไม้ ถั่ว น้ำตาลและลูกกวาด กาแฟ ชา เครื่องเทศ หมวก ผลิตภัณฑ์เซรามิกและสี ซึ่งทั้งหมดเป็นการตกลงระหว่างประเทศสมาชิกในการประชุมที่มอมบาซา ซึ่งมี Betty Maina รัฐมนตรีกระทรวงการค้าของเคนยาเป็นประธาน ซึ่งรัฐมนตรีในกลุ่มประเทศสมาชิก EAC ได้ตกลงร่วมกันที่จะปรับปรุงอัตราภาษีนำเข้าแบบตลาดร่วม Common External Tariff (CET) ดังกล่าวให้มีมาตรฐานการเรียกเก็บในอัตราเดียวกัน ทั้งนี้ เพื่อช่วยยกระดับภาคการผลิตและอุตสาหกรรมภายในกลุ่มประเทศสมาชิก และการเคลื่อนย้ายนำเข้า-ส่งออกสินค้าระหว่างกัน ทำได้ง่ายขึ้น

โดยหากเป็นการนำเข้า-ส่งออกสินค้าที่ผลิตในประเทศสมาชิก จะไม่มีการเรียกเก็บภาษีนำเข้า แต่หากเป็นประเทศนอกกลุ่มที่มีการส่งออกสินค้าสำเร็จรูปในกลุ่มสินค้าเหล่านี้ จะถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 35% จากราคา CIF ดังกล่าว

ความเห็น

เมื่อพิจารณารายการสินค้าที่มีการประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้านั้น สินค้าที่ไทยมีการส่งออกมายังภูมิภาคดังกล่าวมาก จะได้แก่ สิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ ผลิตภัณฑ์เชรามิก ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 1,200 ล้านบาท อย่างไรก็ดี สำนักส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) วิเคราะห์ว่า จะมีผลกระทบไม่มากนัก โดยมีเหตุผลประกอบตามกลุ่มสินค้าดังนี้

กลุ่มสิ่งทอ โดยไทยมีการส่งออกสินค้าในกลุ่มดังกล่าว เป็น เครื่องนุ่งห่ม ผ้าผืน เส้นด้าย และเคหะสิ่งทอ มีมูลค่ารวมประมาณ 1,068 ล้านบาท ซึ่งเดิมสินค้ากลุ่มนี้ จะเสียภาษีนำเข้าร้อยละ 25 และจะถูกเรียกเก็บเพิ่มเป็น 35% แต่เมื่อพิจารณาถึงคุณภาพสินค้าที่ประเทศ EAC ผลิตได้นั้น สินค้าหลายรายการยังไม่มีคุณภาพที่ดีเพียงพอในการผลิต โดยเฉพาะในการผลิตเพื่อการส่งออกไปยุโรป ซึ่งผู้ผลิตในเคนยาและแทนชาเนีย ยังต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศมา อาทิ ผ้าฝืนคุณภาพดี เส้นด้ายที่มีคุณภาพดี (โพลิเอสเตอร์) ทำให้แม้จะมีการนำเข้ามานั้น เป็นการผลิตเพื่อการส่งออก ซึ่งจะไม่ได้รับผลกระทบมากนักในการขึ้นภาษีเพราะหากนำเข้ามาเพื่อการส่งออกก็จะขอคืนภาษีดังกล่าวได้ อย่างไรก็ดี สินค้าที่น่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดในกลุ่มนี้ คือ เสื้อผ้าสำเร็จรูป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเสื้อผ้าเด็ก ก็จะทำให้มีราคาขายสูงขึ้นบ้าง แต่ผู้บริโภคที่ซื้อสินค้านี้ส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้สูง และไม่นิยมการซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศ ทำให้น่าจะได้รับผลกระทบบ้างแต่ไม่มากนัก แต่ก็ต้องจับตาดูตัวเลขการนำเข้าต่อไปว่าจะมีผลมากน้อยเพียงไร

กลุ่มเฟอร์นิเจอร์ ทยมูลค่าการส่งออกมาเพียง 70 – 80 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นส่วนประกอบไม่ใช่สินค้าสำเร็จรูป ซึ่งอาจจะทำให้สินค้ามีราคาสูงขึ้นบางแต่คงไม่มีนัยสำคัญมากนัก เพราะมีการส่งออกมาค่อนข้างน้อยผลิตภัณฑ์เชรามิก ไทยมีการส่งออกสินค้าดังกล่าวมาประมาณ 80 ล้านบาท ได้แก่ กระเบื้องปูพื้น ผลิตภัณฑ์สุขภัณฑ์ โดยทั่วไปภาคอุตสาหกรรมของเคนยาหรือแทนชาเนีย ยังไม่สามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพที่เป็นผู้นำตลาด เช่น เยอรมัน อิตาลี สเปน หรือ มาเลเขีย อินเดีย ได้ทำให้แม้จะมีการขึ้นภาษีที่เดิมเก็บอยู่ 25% เป็น 35% ผู้บริโภคที่เป็นผู้มีรายได้สูง ก็คงจะต้องซื้อสินค้าในราคาแพงขึ้น แต่ก็คงไม่เลือกซื้อสินค้าในประเทศอย่างแน่นอน อย่างน้อยก็น่าจะในระยะเวลานึง ทำให้ผลกระทบในวงกว้างคงมีบ้างแต่ไม่มากนัก แต่อาจทำให้ยอดขายในสินค้าดังกล่าวลดลงบ้างในระยะสั้นแต่เมื่อธุรกิจปรับตัวกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแล้ว จะทำให้การซื้อและนำเข้าสินค้ากลับมาเป็นปกติ โดย สคต. มองว่า อุตสาหกรรมดังกล่าวอาจต้องใช้เวลามากกว่า 5 – 10 ปี กว่าประเทศใน EAC จะสามารถผลิตสินค้าในกลุ่มดังกล่าวให้มีคุณภาพเช่นเดียวกับสินค้าจากยุโรปหรือเอเชียได้ ไม่เช่นนั้นแล้ว ก็อาจทำให้ต้องหันไปใช้สินค้าที่มีคุณภาพต่ำกว่า เช่น จีน แทนได้

ทั้งนี้ แนวโน้มการพิจารณาขึ้นภาษีนำเข้านี้ น่าจะมีออกมาเป็นระยะเนื่องจาก กลุ่มประเทศสมาชิก EAC พยายามที่จะเร่งปรับปรุงต้นทุนการผลิตและระบบภาษีระหว่างกันให้มีมาตรฐานเดียวกัน เพื่อยกระดับการเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตในสินค้าต่าง ๆ ให้มีมาตรฐานเช่นเดียวมากขึ้น เพื่อเร่งกระบวนการการร่วมกลุ่มทางการค้าให้มีผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมี DRC เข้ามาร่วมกลุ่มในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งประเทศไทยอาจไม่ได้ รับผลกระทบในระยะสั้นมากนัก แต่ไทยเองควรเริ่มมีการศึกษาการเข้ามาลงทุนในตลาดดังกล่าวมากขึ้น เพราะในที่สุดหากภาคการผลิตในประเทศเหล่านี้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น (น่าจะใช้เวลา 8 – 10 ปี) อาจทำให้ไทยไม่สามารถแข่งขันได้ในอนาคต ซึ่ง สคต. จะได้ติดตามสถานการณ์ในเรื่องนี้เป็นระยะ ๆ ต่อไป

ที่มาข้อมูล : สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงไนโรบี (พฤษภาคม 2565)
https://www.theeastafrican.co.ke/

_____________________________________________
Website : http://ditp-overseas.com
Facebook: https://www.facebook.com/ditpoverseas
Youtube : https://bit.ly/36fT76e

#DITP #OMD2 #สพต2

Print Friendly, PDF & Email

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *