กระแสรถฟฟ้าเร่งนโยบายส่งเสริมการลงทุนธุรกิจเหมืองแร่ Strategic Resource ในแคนาดา

รัฐบาลแคนาตาไต้ประกาศนโยบายส่งเสริมการลงทุนธุรกิจเหมืองแร่ครั้งใหญ่ในรอบหลายสิบปีเพื่อผลักดันอุตสาหกรรมรถไฟฟ้า หลังจากที่ทั่วโลกได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูง และนโยบายระยะยาวของรัฐบาลทั่วโลก (รวมถึงแคนาตา) ที่ต้องการลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงจากฟอสซิล (Fossil Fuel) เพื่อรับมือกับภาวะโลกร้อน (Climate Change) โดยหนึ่ งในรายละเอียดของงบประมาณภาครัฐในปี 2566 ที่เพิ่งประกาศสัปตาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลแคนาตาไต้ตั้งงบประมาณผูกพันใน 8 ปีข้างหน้าที่มีมูลค่ากว่า 3.8 พันล้านเหรียญฯ (1.02 แสนล้านบาท) ในการช่วยเหลือสนับสนุนการลงทุนการเปิดเหมืองขุดเจาะแร่ใหม่ๆ ที่ใช้ไนอุตสาหกรรมรถไฟฟ้า ที่ประกอบไปด้วยแร่นิกเกิล (Nickel) แร่ลิเทียม (Lithium) แร่โคบอลต์ (Cobalt) ที่ใช้ เป็นส่วนประกอบหลักของแบตเตอรี่ ในขณะที่ แร่ทองแตง (Copper) แร่เหล็ก (Iron) แร่อลูมิเนียม (Aluminum) แร่สังกะสี (Zinc) ที่ใช้เป็นส่วนประกอบมอเตอร์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนอื่นๆ ทุกวันนี้ แคนาตาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีแร่ธาตุดังกล่าวอยู่ปรึมาณมากในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ที่รอการสำรวจและขุดเจาะถลุงเมืองแร่ใหม่ๆ

เป้าหมายที่สำคัญของแคนาตาคือการสร้างระบบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) อันใหม่ของอุตสาหกรรมรถไฟฟ้าภายในประเทศ ที่จะเป็นนโยบายที่สำคัญใน “การเปลี่ยนผ่าน” จากอุตสาหกรรมรถน้ำมันไปเป็นรถไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันแคนาดาเป็นหนึ่งในประเทศที่ผลิตรถยนต์อันตับ 1 ใน 10 ของโลก (รถที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง)ในปีที่ผ่านมาบริษัท General Motor ได้ประกาศการลงทุนตั้งโรงงานแห่งใหม่เพื่อประกอบรถไฟฟ้าในเมือง Ingersol รัฐออนแทริโอ และลงทุนจัดตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถไฟฟ้าในรัฐควิเบค ซึ่งสะท้อนว่าภาคเอกชนและภาครัฐเตินหน้าสนับสนุนอุตสาหกรรมรถไฟฟ้าในแคนาตาอย่างต่อเนื่อง นักวิเคราะห์ใด้มองว่าการลงทุนในเหมืองแร่สำหรับโลหะและวัตถุดิบที่ใช้ผลิตรถฟฟ้าในแคนาตาในปัจจุบันนั้น ยังมีกำลังการผลิตและการลงทุนไม่เพียงพอ (Underinvestment) และหากผู้บริโภคหันมาซื้อรถไฟฟ้ามากขึ้นในช่วง 5-10 ปีข้างหน้ากำลังการผลิตแร่ธาตุที่สำคัญในแคนาดาอาจไม่เพียงพอและอาจก่อให้เกิดปัญหาคอขวดที่เหมือนกับปัญหาการขาดแคลนอุปกรณ์ชิปเซ็ต เซมิคอนตักเตอร์ในอุตสาหกรรมรถยนต์ที่อุปสงค์ (Demand) แซงหน้าอุปทาน (Suppy) ซึ่งแคนาตาต้องมีการเตรียมตัวรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมรถยนต์ในทศวรรษหน้า

นาย Brian Kingston ประธานสมาคมผู้ผลิตรถยนต์ในแคนาดากล่าวว่า รัฐบาลตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2573 ร้อยละ 60ของยอดจำหน่ายรถบรรทุกขนาตกลาง (Light Truck Vehicle) ในแคนาตาจะเป็นรถไฟฟ้าและจะเ พิ่มขยายสัดส่วนเป็นร้อยละ 100 หรือรถไฟฟ้าทั้งหมดภายในปี 2579 นอกจาก นี้ องค์กร IEA (International Energy Agency) ด้ตั้งเป้าว่าจะลดการปล่อยมลพิษจากรถยนต์เป็นศูนย์ภายในปี 2593 ซึ่งหมายถึงทั่วโลกจะต้องมีการใช้แร่ธาตุที่ใช้ผลิตรถไฟฟ้าเพิ่มอีกอย่างน้อย 6 เท่าจากปัจจุบัน ภายในปี 30 ปีข้างหน้า

หนึ่งในนโยบายที่สำคัญฉบับใหม่ที่รัฐบาลแคนาดาประกาศ ได้แก่ นโยบายเครติตภาษี (Tax Credit) ในอัตราร้อยละ 30 สำหรับการลงทุนสร้างและสำรวจเหมืองแร่ใหม่ๆ ในแคนาตา ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าจะเป็นเครื่องจักรที่สำคัญในการผลักตันการลงทุนที่มากขึ้นในอนาคต ซึ่งรัฐบาสให้ความสำคัญไม่เพียงธุรกิจต้นน้ำที่เป็นธุรกิจเหมือง แร่เท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญของการลงทุนธุรกิจกลางน้ำและปลายน้ำ อาทิ ธุรกิจการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง การรีไซเคิลวัตถุดิบต่างๆการลงทุนวิจัยที่มีงบสนับสนุนสูงถึง 1.5 พันล้านเหรียญ (1.2 หมื่นล้านบาท) ที่เป็นการต่อยอดของธุรกิจรถไฟฟ้าครั้งใหญ่ในแคนาต

ความเห็นสำนักงานฯ

สถานการณ์ราคาน้ำมันที่สูงทั่วโลกเป็นตัวเร่งให้รัฐบาลทั่วโลกรวมถึงแคนาตาหันมาให้ความสำคัญกับนโยบายการเปลี่ยนผ่านการใช้รถน้ำมันให้เป็นรถไฟฟ้าเร็วขึ้นกว่าแต่ก่อน โตยภาครัฐแคนาตาออกนโยบายใหม่ๆ เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้รถยนต์ให้กลายเป็น S Curve ก่อให้เกิดการลงทุนและเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจแคนาดาในทศวรรษหน้า

แคนาตามีความได้เปรียบในอุตสาหกรรมรถฟฟ้า เนื่องจากมีแร่ธาตุยุทธศาสตร์สำคัญ (Strategic Resource) จำนวนมหาศาลที่ใช้ในการผลิตชิ้นส่วนรถฟฟ้า อาทิ แร่ทองแดง เหล็ก อลูมิเนียม ใช้ในการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า รวมไปถึงแร่นิกเกิล (Nickel) แร่ลิเทียม (Lithium) และแร่โคบอลต์ (Cobalt) ที่ใช้ผลิตแบตเตอรี่ นอกจากนี้ แคนาดายังมีเทคโนโลยีระตับสูง การผลิตเครื่องจักร ธุรกิจรีไซเคิลแบตเตอรี่ ทำให้แคนาดามีธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

ผู้ประกอบการไทยควรใช้โอกาสในขณะที่ทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงไปสู่อุตสาหกรรมรถไฟฟ้า ในการหารือการลงทุนร่วมกัน (Joint Venture) ทั้งในระดับภาครัฐและเอกชนในการแสวงหาแร่ธาตุที่สำคัญในการผลิตแบตเตอรี่รถฟฟ้า เพื่อต่อยอดยกระดับอุตสาหกรรมรถไฟฟ้าของไทยในอนาคต

ติดตามความเคลื่อนไหวในการค้าระหว่างประเทศผ่านเว็บไซต์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศที่ www.ditp.go.th และ www.thaitrade.com หรือโทรปรึกษาเรื่องการค้าระหว่างประเทศที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โทร.1169 (หากโทรจากต่างประเทศ โปรดติตต่อที่ โทร. +66 2792 6900)

ที่มาข้อมูล : สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโทรอนโด (เมษายน 2565)

_____________________________________________
Website : http://ditp-overseas.com
Facebook: https://www.facebook.com/ditpoverseas
Youtube : https://bit.ly/36fT76e

#DITP #OMD2 #สพต2

Print Friendly, PDF & Email

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *